Tuesday, 8 July 2008

Waiting List

ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาแห่งความกังวลใจครับ เลยไม่ค่อยมีเวลามาเขียนอะไรๆ สนุกๆ ให้อ่านกัน


ที่ว่าไอ้เครียดเนี่ยะ ก็เพราะว่าทางมหาวิทยาลัยเพิ่งประกาศผลหอพัก ได้ "Waiting List" แม้ว่าจะรอ แต่มันก็คือ "ไม่ได้" อีกแระ เฮ้อ!! ทำไมการเรียนครั้งนี้มีอุปสรรคเยอะจัง


ดังนั้น ผมจึงต้องรอเพื่อขอหอพักจากเอเยนต์เอกชนอีกรายหนึ่ง ถ้ายังไม่ได้อีกก็จะยิ่งเครียด ต้องไปตะล็อกต๊อกแต๊ก หาเอาเองที่โน่น


เป็นว่าการตัดสินใจที่จะเรียนมหาวิทยาลัยลุนด์ มันทำให้ผมลุ้นได้ตลอดตั้งแต่สมัครจนจะไปเรียน มันช่างสมชื่อมหาวิทยาลัยจริงๆ



K-Jay

Friday, 4 July 2008

Handwriting

เคยได้ยินกันมั๊ยครับที่ว่า "ลูกผู้ชายลายมือนั้นคือยศ เจ้าจงอตส่าห์ทำสม่ำเสมียน" จากเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนกำเนิดพลายงามของสุนทรภู่


แค่เกริ่นมาเท่านั้ คงจะรู้และจำกันได้ดี ว่าตั้งแต่เริ่มเข้าโรงเรียน สมัยก่อนจะมีวิชาคัดไทยด้วย เป็นการสอนให้หัดคัดตัวอักษรภาษาไทยให้สวยงาม


ยิ่งผมเป็นผู้ชายด้วยแล้ว เขาว่าลูกผู้ชายลายมือนั้นคือยศ ดังนั้นผู้ชายต้องลายมือสวย สิ่งนี้ถูกปลูกฝังลงในหัวผมตั้งแต่เด็ก


ส่วนผลลัพธ์นั้น คนอื่นเข้าก็ว่าลายมือผมสวยนะ แต่ผมก็ว่างั้นๆแหละ เพราะมีคนอื่นที่ลายมือสวยกว่าลายมือผมตั้งเยอะ


แต่ที่เขียนเรื่องนี้ตอนนี้ ก็เพราะใครหนอจะรู้ว่าการมีลายมือสวยนั้นมันเป็นทุกลาภเช่นกัน ดังนั้นหากอ่านแล้วใครลายมือสวยคงน่าจะรับรู้ถึงทุกขลาภนี้เหมือนกัน

  • ประการแรกที่สำคัญ อาจารย์ประจำชั้นมักจะใช้ให้เราเขียนชื่อวิชาในสมุดพกของเพื่อนๆ เพื่อที่ว่าครูประจำชั้นจะได้กรอกแค่คะแนนกับเกรด

  • พวกเราเหล่าคนลายมือสวยจะต้องมีหน้าที่สำคัญในการเขียนรายชื่อนักเรียนทุกคนลงในสมุดกรอกคะแนนประจำวิชาของบรรดาครูๆ ทั้งหลาย แถมบางทียังต้องหอบเอามาเขียนต่อที่บ้านอีกหลายแฟ้ม

  • พวกเราต้องรับขันอาสาอย่างจำใจ เมื่อคุณครูต้องการทำชีท ซึ่งในสมัยก่อนต้องใช้ลายมือเขียนลงกระดาษไข แล้วเอาไปโรเนียว

  • พวกเราต้องเป็นคนคอยทำหน้าที่เขียนวันที่ เดือน ปีพอศอ บนกระดานดำทุกเช้า

  • ทุกครั้งที่ต้องมีการลงมติ พวกเราก็ต้องย้ายก้นมานั่งหน้าชั้น เพื่อเอื้อต่อการเขียนสาระทั้งหลายขึ้นกระดานดำ โดยเฉพาะเมื่อถึงหน้าเทศกาลเลือกหัวหน้าห้อง



    แค่นี้ คงเห็นแล้วหละ ว่าลายมือสวย มันก็มีทุกขลาภ เช่นกันจริงมั๊ย

Thursday, 3 July 2008

Barking Deer

ขึ้นชื่อว่ากวาง หรือเก้ง เป็นสัตว์ป่าประเภทหนึ่งที่ยามเดินวิ่งแล้วดูช่างน่าเพลิดเพลินจำเริญใจเป็นอย่างยิ่ง
แต่หากจะกว่างถึงการกินเนื้อกวางเนื้อเก้งแล้ว คงไม่ใช่เรื่องแปลกนักสำหรับปัจจุบัน และสำหรับผม
ผมชอบที่จะกินเนื้อกวางแดดเดียว ทุกครั้งที่มีโอกาส เพราะว่ารสชาดดีทีเดียว และไม่มีไขมันด้วย


ไม่ได้คาดว่าที่ประเทศลาวผมจะมีโอกาสได้ลิ้มรสชาติของกวางป่าเก้งป่าแดดเดียวในประเทศลาว
กระทั่งระหว่างการเดินทางในประเทศลาว พวกเราได้หยุดทานอาหารกลางวันกัน และเมนูมื้อนั้นก็คือ เนื้อเก้งป่า


รสชาดเก้งป่า ก็ยังคงเหมือนเดิม แต่ที่แปลกไปก็คือ "จนบัดนี้ผมยังไม่รู้เลยว่าไอ้ที่บอกว่าเก้งป่าน่ะ มันคือเก้งเอ๋งหรือเปล่า"



แต่ก็นะ ถ้าใช่ "ก็สายไปเสียแล้วตู"














K-Jay

Si Pan Don

เคยได้ยินชื่อมานานว่ามหานทีสี่พันดอน ในประเทศลาวว่าคืออะไร

การเดินทางในประเทศลาว พวกเราต้องไปเที่ยวที่น้ำตกหลี่ผี ซึ่งเป็นน้ำตกที่อยู่บนลอนคอด หรือดอนคอด

แม่น้ำโขงที่ไหลผ่านบริเวณสี่พันดอน ในแขวงจำปาสักนั้น เป็นแม่น้ำโขงที่มีความกว้างมากที่สุด คือแม่น้ำโขงกว้างประมาณ 13 กิโลเมตร บริเวณนี้มีดอนกลางแม่น้ำโขงมากมายกว่า 4,000 ดอน จึงเรียกที่นี่ว่า "สี่พันดอน"


การจะเดินทางไปดอนคอด เราต้องเช่าเหมาเรือหางยาวจากท่าเรือล่องผ่านดอนแล้วดอนเล่า กลางแม่น้ำโขงเพื่อไปขึ้นฝั่งที่ดอนคอด ประสบการกลางมหานทีสี่พันดอนก็สนุกสนานน่าจดจำมากทีเดียว




K-Jay

Laos Ferry

อย่างที่ผมเคยเล่าแล้วว่า การเดินทางไปลาวใต้ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปที่วัดภู ซึ่งเป็นมรดกโลกอีกที่หนึ่งของประเทศลาว ซึ่งผมเคยไปเยี่ยมเยียนมรดกโลกลาวที่หลวงพระบางมาแล้วเมื่อกว่า 3 ปีที่แล้ว


แต่อย่างที่เคยบอกแล้วเป็นการยากที่จะเดินทางในลาวใต้โดยรถโดยสาร เพราะว่าสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละที่นั้น อยู่ห่างกันโดยระยะทาง ถนนหนทางก็ทุรกันดารบ้างในบางที่


การเดินทางไปวัดภูก็เช่นกัน ใช่ง่ายต้องนั่งรถจากปากเซ ไปยังท่าเรือ แล้วเอารถขึ้นไปบนแพเพื่อไปอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำโขง แล้วขับต่อไปอีก 10 กิโลเมตร ซึ่งทางนี้จะสามารถไปถึงวัดภู ได้สะดวกกว่าการวิ่งตามทางลูกรัง


แพขนานยนต์ หรือ Ferry ที่นี่ก็เป็นแพไม้วางบนทุ่นลอยที่ทำจากถังน้ำมัน และเรือ กว่าที่จะเรียงรถจนเต็มแพก็ใช้เวลาไปนานทีเดียว







ขาไปแพเที่ยวที่รถพวกเราขึ้นดันมีรถบรรทุกน้ำอัดลมมาผสมโรงด้วย เป็นเหตุให้แพรับน้ำหนักมาก ออกจากท่าเทียบไม่ได้ ลำลากต้องเอารถขนน้ำอัดลมลงไปอีก


บนแพมีแม่ค้าชาวลาวเอาของมาขายมากทั้ง ขนมจีน จิ้งหรีดย่างเสียบไม้ ยาชูกำลัง และน้ำต่างๆ


ประสบการณ์ครั้งแรกบนแพที่ลาว ทำให้ผมตื่นเต้นพอควร แต่ไอ้ที่ทำให้ผมเสียอรรถรสในการเที่ยวในครั้งนี้ ก็คงไม่พ้นแพนั่นแหละ เพราะว่ารวมไปกลับ เราใช้เวลารอแพ และอยู่บนแพรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง




อย่างเซร็งค่อดๆ!!!!




K-Jay

Pha Taem

ได้ยินชื่อมานานแล้วผาแต้ม ผมจึงอยากไปให้เห็นสักครา เพราะมาถึงอุบลราชธานีแล้วคงต้องไปให้ครบสักหน่อย เด๋วเสียชื่อว่ามาถึงอุบลแล้วแต่กลับไปไม่ถึงอุบล


ภาพเขียนที่ผาแต้มนั้น ว่ากันว่าเป็นภาพเขียนในยุคก่อนประวัติศาสตร์ มีอายุราวๆ 3,000 - 4,000 ปีแล้ว
พวกเราเดินทางไปผาแต้มแต่เช้าเพราะว่ากลัวฝนจะตกตอนบ่าย หรือไม่มันก็จะร้อนเกินไป


ไม่ไกลจากที่พักเรามาถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติผาแต้มก่อนจึงถึงเราผ่านจุดที่สำคัญจุดหนึ่ง คือบริเวณเสาเฉลี่ยง ดูไปดูมามันเหมือนเป็นสโตนเฮนจ์ของเมืองไทยเลยนะ


การมาชมภาพเขียนที่ผาแต้ม เราต้องเดินไปเรื่อยๆ โดยรวมมีทั้งหมด 4 กลุ่มภาพ ที่ ผาขาม ผาแต้ม ผาหมอนน้อย และผาหมอน ซึ่งหากเดินครบรอบก็ต้องเดินไปไม่ต่ำกว่า 4.5 กิโลเมตร

ที่น่าอัศจรรย์ที่ผมสงสัยมันมีอยู่หลายประการ ทั้งว่า


ใครเขียน?


เขียนได้ไงที่หน้าผา? เพราะแค่เดินไปดูก็เสียวแล้ว


เขียนด้วยอะไร? 4000ปี สีถึงยังอยู่ เพราะบ้านผมใช้วิวัฒนาการใหม่ปีเดียวสีก็จางแล้ว


แต่ไปๆ มาๆ ไม่สงสัยก็ได้ เพราะอย่างน้อย ผมก็ได้มาเห็นกับตามแล้ว หลังจากเห็นแต่ในตำรา มาเห็นด้วยตาก่อนที่จะหายไปตามกาลเวลา













K-JAY

When the lights go out

ช่วงนี้ เป็นช่วงกลางฤดูฝน แม้ว่าที่ผ่านมาจะดูเหมือว่าประเทศไทยนั้นฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลสักเท่าไหร่


แต่ช่วงนี้ฝนมาถูกที่ถูกเวลาอยู่เสมอทุกวันดังนั้นช่วงนี้ ทุกเป็นนอกจากหายนะที่ต้องเจอบนท้องถนนเป็นปกติวิสัย คือฝูงรถที่ติดราวกับเป็นขบวนรถบุพชาติแล้ว ทั้งฝนและฟ้าคะนอง ยังช่วยให้บรรยากาศการกลับบ้านของผมดูอึมครึมไปเสียทุกเย็นวัน


นอกจากฝนฟ้าคะนองแล้ว พายุฝนยังเป็นตัวทำลายข้าวของ และไม้ดอกไม้ประดับได้เป็นอย่างดีทีเดียวหลังพายุฝนสงบ บ้านผมจึงที่รวบรวมทรัพย์สินหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นกิ่งไม้ ใบไม้ ดอกไม้ เสาอากาศทีวีของข้างบ้านแต่ไอ้ที่รู้สึกขัดใจก็คือ ไฟฟ้าเจ้ากรรมนะสิ ดันดับไปเสียนาน จนเผลอหลับแล้วหลับอีกไปหลายรอบนับกว่า 3 ชั่วโมง


นอกเหนือไปจากการนอนกลิ้งไปมา การทำตัวน่าโรแมนติก โดยการจุดเทียนในบ้านแล้วไปทั่วแล้ว บรรยากาศในยามไฟฟ้าดับก็น่าอภิรมย์ดีทีเดียวนะ ผมว่า






K-Jay

Tuesday, 1 July 2008

Mobile Taxi

จากการเดินทางไปลาวใต้ครั้งล่าสุด ประสบการณ์ต่างแดนครั้งนี้มีเรื่องน่าจดจำอยู่หลายอย่างเหมือนกันนะ


ไม่ว่าจะเป็นความสวยงาม และน่าอัศจรรย์ของธรรมชาติ สภาพชุมชน ผู้คนที่ได้เจอะเจอ อาหารที่แสนอร่อย และยานพาหนะที่น่าจดจำจากเมืองปากเซ แขวงจำปาสัก ประเทศลาว


พวกผมต้องเดินทางกลับมาที่ด่านช่องเม็ก เพื่อผ่านเข้าแดนประเทศไทยและขับรถกลับบ้าน ซึ่งระยะทางก็ไม่ได้ไกลมากหรอก ประมาณ สัก 40 กิโลเมตรเห็นจะได้การเดินทางกลับมาชายแดนไทยนั้นมีสองวิธีด้วยกัน คือนั่งรถโดยสารประจำทางระหว่างประเทศ ที่วิ่งระหว่างปากเซ-อุบลราชธานี กับการนั่งรถแท็กซี่จากตลาดดาวเรืองมาที่ช่องเม็กพวกเราปรึกษากันขนานใหญ่ ตกลงกันว่าจะไปนั่งรถโดยสาร แต่ไม่ว่าจะสอบถามใคร ทำไมเที่ยวรถมันไม่เหมือนกันเลยสักคน บ้างว่า 12.30 13.00 13.30 14.00 และ 14.30


พวกเราจึงตัดสินใจว่าจะไปที่ขนส่งกันเลยแล้วกัน พอไปถึงกลับปรากฏว่ามีรถรอบ 15.00 ซึ่งกว่าจะกลับถึงคงแทบตกเครื่องดังนั้นแผนจึงถูกเปลี่ยนอย่างกระทันหัน พสกเราไปแวะท่ารถแท็กซี่ที่ตลาดดาวเรือง เท่าที่ทราบมาค่าโดยสารคนละ 100 แต่ต้องรอให้ครบ 6 คนถึงจะออก แต่ถ้าอยากไปเร็วก็เหมา ราคา 450 บาท ซึ่งก็ไม่แพงนะ รับได้


เมื่อไปถึงท่ารถ สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าคือรถแท็กซี่เบนซ์ และยี่ห้อหรูหลายยี่ห้อจำนวนมาก หลากสี สภาพดี (กว่านี้มีอีกไหม) คาดว่ารถเหล่านี้คงเข้ามาในประเทศลาวเกือบร้อยปีเห็นจะได้แถมยังเป็นรถแท็กซี่มือถือ เพราะว่าตลอดเวลาเราต้องเอามือหนีบถือประตูเอาไว้ด้วยเพราะปิดประตูทีนึงแทบหลุดเป็นชิ้นแล้ว แอร์ก็เป็นแอร์ธรรมชาติ อากาศก็สุดร้อนอบอ้าว


พวกเราเห็นตรงกันว่าถึงเวลาต้องทำประชามติอีกคราแล้ว สรุปได้ว่าเราควรโทรหาไกด์ที่เจอเมื่อวารแล้วปรึกษา ผลออกมาว่าเราเหมารถไกด์แหละให้ขับมาส่งที่ด่านช่องเม็ก เลยหมดไป 700 บาท สะใจดีทีเดียว


เห็นไหมล่ะ อย่างน้อยประสบการณ์กับแท็กซี่มือถือก็น่าจดจำไม่น้อย





K-Jay

Resigned

วันนี้เป็นวันแรกของการกลับมาเป็นอาจารย์ธรรมดา ที่ไม่ต้องแบกภาระหน้าที่ฝ่ายบริหารไว้บนบ่าอีกต่อไป


เดิมทีเดียวผมตัดสินใจที่จะเป็นอาจารย์ก็หลังจากจบปริญญาโท แต่เดิมไม่มีในหัวเลยไอ้การเป็นอาจารย์เนี่ยะ แต่พอจบโท ก็รู้สึกรักในสิ่งที่เรียนมา สิ่งที่ศึกษา ก็เลยมีความคิกว่ามีวิธีไหนน๊าที่จะเอาสิ่งที่เรารู้ไปให้คนอื่นๆ ที่สนใจได้รู้ด้วย ดังนั้นงานแรกที่ผมฉุกคิดขึ้นมาก็คือ "การเป็นอาจารย์สอนกฎหมาย"


การเข้าเป็นอาจารย์สอนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ เป็นเรื่องที่ฉุกละหุกมาก เพราะเดิมไม่ได้ตั้งใจ แล้วก็ไม่รู้จักที่นี่ด้วย พอดีพี่ชายผมเห็นประกาศที่หน้าหนังสือพิมพ์เลยมาบอกผม


ผมเริ่มอาชีพอาจารย์เมื่อ 26 สิงหาคม 2544 นับถึงเวลานี้เฉียดหกปีเข้าไปทุกทีสิน่า


ผมไม่เคยคิดอยากเป็นอาจารย์ที่ทำงานด้านบริหารเลย เพราะโดยส่วนตัวชอบงานด้านการสอน การเขียนและวิจัยมากกว่า แต่โอกาสในชีวิตคนเรามันไม่ได้เข้ามาบ่อย และกะเกณฑ์ก็ไม่ได้ ผมก็เลยได้เป็นผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิชาการมาตั้งแต่ราวๆ เดือนตุลาคม 2545


กว่า 3 ปีครึ่งการเป็นผู้ช่วยคณบดี คงเพียงพอผมตัดสินใจขอลาออกจากตำแหน่งเพื่อมาเป็นอาจารย์ธรรมดา ได้แค่ไม่กี่เดือน ตำแน่งก็ลอยมาอีกคือ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายประกันคุณภาพการศึกษา

จนวันนี้ ผมคิดว่าคงเพียงพอแล้วกับการทำงานฝ่ายบริหาร ก่อนที่ผมจะไปเรียนต่อ ผมจึงตัดสินใจที่จะลาออกจากตำแหน่งอีกคราว โดยการลาออกจากตำแหน่งของผมมีผลเมื่อวานนี้


วันนี้จึงเป็นวันดีที่ผมเดินไปมาทั่งมหาวิทยาลัย โดยเป็นเพียงอาจารย์หนึ่งคน ที่ไม่ต้องมีหัวโขนมาใส่ทับอีกหลายหัว


สบายตัวดีแท้


คนเราเมื่อมียศก็เสื่อมยศ มีลาภก็เสื่อมลาภ จะเอาอะไรกันมากมาย


เมื่อเจ้ามามีอะไรมา...มีอะไร...มาด้วยเจ้า
เจ้าจะเอา....แต่สุข... สนุกไฉน
เมื่อเจ้ามา...มือเปล่า...จะเอาอะไร
เจ้าก็ไป....มือเปล่า...เหมือนเจ้ามา
ยศและลาภ...หาบไป...ไม่ได้แน่
เว้นเสียแต่...ต้นทุน...บุญกุศล
ทิ้งสมบัติ...ทั้งหลาย...ให้ปวงชน
ร่างของตน...เขายังเอา...ไปเผาไฟ
อันความตาย...ชายนารี...หนีไม่พ้น
จะมีจน...ก็ต้องตาย...วายเป็นผี
ถึงแสนรัก...ก็ต้องร้าง...ห่างทันที
ไม่วันนี้...ก็วันหน้า...จริงหนาเราฯ


K-Jay

Ree Ree Khao Sarn

"รีรีข้าวสาร สองทะนานข้าวเปลือก
เลือกท้องใบลาน เก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน
คดข้าวใส่จาน พานเอาคนข้างหลังไว้ให้ดี"


พอได้ยินคำร้องนี้ทีไร คิดถึงสมัยเด็กทู้กกะที


สมัยก่อนอย่างที่บอกแหละไม่มีเลยที่จะได้ออกไป Internet Cafe อย่างดีก็ชวนเพื่อนข้างบ้านมาเล่นการละเล่นไทยๆ บ้านๆ เลยอยากเอามาเขียนเพื่อจำไว้ก่อน ที่ผมเล่นสมัยก่อนก็มี รีรีข้าวสาร มอญซ่อนผ้า อีกาฟักไข่ กิงก่องแก้ว เตย (ใครรู้จักบ้าง) อัดมั่ว ตี่จับ เป่ากบ เล่นเบอร์ ตาเขย่ง เขี่ยรูปลอก โป้งแปะ(ซ่อนแอบ) งูกินหาง ม้ากระโดด ชักกะเย่อ โดดเชือก ตีแบต วิ่งเปรี้ยว ทอยเส้น(ทอยตุ๊กตุ่น) หมากเก็บ โดดยาง ตำรวจจับผู้ร้าย ไอ้เข้ไอ้โขง ตะล็อกต๊อกแต๊ก หมากรุก หมากข้าม หมากฮอร์ส Master Logic(ไฮโซมั๊ย) รถเด็กเล่น ตกปลา ลูกข่าง ปั่นแปะ ว่าว ขี่จักรยาน ขายของ โอ๊ยแยะแยะ จนยากจะจำหมด


ว่าแต่เขียนไปตั้งเยอะ รู้จักกันกี่อย่างเนี่ยะ ลองนับดูซิ