Thursday, 10 April 2008

Soul mate

แทบไม่อยากจะเชื่อว่าแนวคิดเรื่อง Soul mate นั้น ไม่จำเป็นเสมอไปว่าต้องเป็นแนวคิดของตะวันตก แต่สำหรับชาวตะวันออกแนวคิดเรื่องนี้ก็มีอยู่เช่นกัน

ผมเขียนไปครั้งหนึ่งแล้วสำหรับเรื่องคู่ครอง แต่ครั้งนี้ก็จะขอกล่าวถึงอีกครั้งหนึ่ง

มีญาติคนหนึ่งของผม บอกในขณะที่ผมสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ว่า หากมีโอกาสให้หาแฟนสักคนเลย ไม่ต้องรอทีหลัง เดี๋ยวเหมือนเขา ปล่อยให้เวลาผ่านไปไม่ยอมหาแฟนตั้งแต่อยู่ในมหาวิทยาลัย จนบัดนี้ยังหาไม่ได้เลย

อาปาได้ยินญาติคนดังกล่าวถามผมเลยบอกว่า

“คนเราน่ะมันมีคู่อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องวิ่งหาความรักหรอก ถ้ามันไม่ใช่ในที่สุดแล้วก็ต้องเลิกกันอยู่ดี แต่เมื่อถึงเวลาคนคนนั้นก็จะวิ่งมาชนเราเอง”

แนวคิดนี้ไม่ต่างไปจากแนวคิดเรื่อง Soul mate เลย ดังคำกล่าวที่ผมเคยลักจำมาจากคนคนหนึ่งว่า ไม่ต้องวิ่งหาความรัก ปล่อยให้ความรักมันวิ่งหาเรา “Don’t find love, let’s love find you”

Food

สำหรับคนเชื้อสายจีนนั้น มีแนวคิดประการหนึ่งในการที่จะให้ความสำคัญกับอาหารการกิน

ชาวจีนมีความคิดว่า การที่จะทำการใดๆ นั้น ร่างกายจะต้องสมบูรณ์ การที่ร่างกายจะสมบูรณ์ดีก็ขึ้นกับอาหารการกินที่ดี

ดังนั้น คนจีนจึงสรรหาแต่ของดีๆ มากินกันในครอบครัว

สำหรับครอบครัวผม อาปา อาม้าจะให้ความสำคัญกับอาหารการกินเช่นกัน อาปา อาม้ามักจะบอกเสมอว่า

“การใช้จ่ายเงินเพื่อกินข้าวนั้นไม่ต้องเสียดาย อยากกินอะไรก็กินไปเถอะ ไม่ต้องเสียดาย เสียเงินกินของดีๆ ดีกว่าเสียเงินเพราะการพนันและยาเสพติด”

Tuesday, 8 April 2008

Marriage

เป็นที่แน่นอนว่าการมีชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์และมีความสุข เป็นความมุ่งหวังของทุกคน ผมก็เช่นกัน แต่ด้วยปัจจัยหลายประการทำให้ ปัจจุบันผมยังอยู่เป็นโสดอยู่เลย

เวลาไปงานปาร์ตี้ครอบครัว ญาติโยมมักถามว่า มีแฟนหรือยัง เมื่อไหร่จะแต่งงาน โอ้ย คำถามเหล่านี้มักถูกถามเป็นประจำ

กระทั่งวันหนึ่งมีญาติผมถาม ผมและอาม้า ว่าแล้วเมื่อไหร่ผมจะแต่งงานซะทีล่ะ อาม้าก็เลยตอบแทนว่า

"ดอกไม้ทุกดอก มันย่อมมีวันที่จะตูมและบานตามธรรมชาติของมัน เหมือนชีวิตคู่นั่นแหละ ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ต้องไปเร่งเร้าอะไรมันหรอก เมื่อถึงวันที่มันจะตูมและบานเหมือนดอกไม้ มันก็จะตูมและบานออกมาเอง"

Driving

การหัดขับรถของครอบครัวเรานั้น ล้วนมาจากฝีมือการสอนของอาปาทุกคน ทั้งลูกๆ และคนงานในบ้าน ทุกคนต่างผ่านการฝึกสอนขับรถจากอาปามาแล้วทั้งสิ้น

สำหรับผมก็เช่นกันตั้งแต่รถจักรยาน รถจักรยานยนต์ รถกระบะ รถตู้ รถยนต์ ล้วนแต่ก็มีอาปาเป็นผู้สอนให้ทั้งนั้น

การสอนขับรถยนต์ของอาปานั้น ถ้าเป็นลูกๆ แล้ว อาปาจะสอนแบบ learning by doing คือบอกทฤษฎีเล็กน้อย แล้วก็ให้เราลองขับเลย

สนามหัดขับรถก็คือสนามฟุตบอล โรงเรียนประจำอำเภอนั่นเอง ทั้งเดินหน้า เลี้ยวซ้าย-ขวา ถอยหลัง ทุกคนที่หัดขับรถกับอาปาผ่านสนามฝึกแห่งนี้มาแล้วทั้งนั้น

ผมเองฝึกหัดขับรถยนต์มาตั้งแต่มัธยมศึกษาตอนต้น แต่จะขับเฉพาะที่ป่าโมกเท่านั้น ไม่ได้ขับในกรุงเทพฯ เพราะว่าก่อนที่จะได้ขับรถยนต์ในกรุงเทพฯ นั้น จะต้องมีการฝึกหัดกันก่อน อย่างเฮียเหนือต้องหัดขับรถยนต์ในกรุงเทพฯก่อน โดยอาปาจะเข้ามาหาที่บ้านหัวลำโพง แล้วพาออกไปหัดขับรถต์ในวันอาทิตย์ ซึ่งถนนมักจะว่างเป็นพิเศษ

สำหรับผมเอง ผมเริ่มขับรถยนต์เข้ากรุงเทพฯ ครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2541 โดยผมไม่เคยที่จะขับรถยนต์ในกรุงเทพฯ มาก่อน แต่แล้ววันนั้นก็ผ่านไปได้ด้วยดี กระทั่งวันนี้ผมยังคงขับรถยนต์ไปทำงาน และเดินทางติดต่อโน่นนี่อยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้เพราะคำสอนเพียงคำสอนในการขับรถของอาปาที่พร่ำสอนผมมาตลอดก็คือ

"การขับรถดี ขับรถเก่ง ไม่มีหรอกมีแต่ขับรถได้ หากวันใดคนขับง่วง ต่อให้ขับดีขับเก่งแค่ไหน อุบัติเหตุก็ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ"

Come HERE!!!!

สองวันที่ผ่านมานี้ อากาศที่บ้านน่านอนมั่กๆ ฝนตกอากาศเย็นไร้แดด การหยุดทำงานท่ามกลางอากาศแบบนี้ช่างเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องอย่างยิ่งเสียนี่กระไร [>_<]


แต่อากาศเยี่ยงนี้เป็นโอกาสอันดีในการออกหากินของอาตั่วเฮีย ซึ่งมีที่พำนักอยู่บ้านข้างๆ ที่รู้เพื่อเมื่อวันก่อนเพื่อนบ้านข้างๆ เพิ่งมาเล่าให้ฟัง


แต่ก็นะผมเคยชินอยู่แล้วเพระก่อนนี้ก็เห็นอยู่และแล้วบรรยากาศก็พาไปดังนั้นจริงๆ


ขณะที่กำลังนอนอย่างสะบายอารมณ์ พลันได้ยินเสียงตุ้บบบแล้วก็เห็นฮ็อกกี้ หมาพันธุ์เกรตเดนไฮเปอร์ของผมกระโดดอึ๋งอั๋งๆๆ ก็เลยสงสัยเลยเดินไปดู แล้วตาผมก็ประสบกับสายตาของลูกชายตั่วเฮีย (ตัวเงินตัวทอง) เยื้องย่าง ส่วนก้นเข้ามายังอาณาเขตของบ้านผม






ตัวกำลังน่าเกลียดได้ที่ทีเดียว ก็เลยต้องบรรเลงเพลงกระทุ้งด้วยไม้ไล่มันนอกไปจากบ้านให้ได้แต่แล้ว!! เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ฮ็อกกี้พังประตูเข้ามาจนเชือกที่ล่ามขาด งับคอตั่วเฮียโยนขึ้นท้องฟ้า แล้วตะปบอย่างเมามัน คาบคอสะบัดไปมา เล่นเอาเลือดกระเด็นเปรอะบ้านไปหมด แล้วมันก็คาบเอาไปไว้ในกรง


บทสรุปที่คาดการณ์ได้ง่ายดาย ตายครั้บ นี่ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะฮ็อกกี้จัดการตั่วเฮียครอบครัวนี้มา 3 ตัวแล้ว ตัวแรกยาวเกือบ 1.5 เมตร ตัวที่สองยาวประมาณ 1 เมตร และคราวนี้ยาวไม่ถึงเมตร ตัวอ้วนประมาณตุ๊กแกได้เก่งไหมคร้าบบ เจ้านาย................................................


แต่อย่างไรก็ดีพฤติกรรมเช่นนี้มันไม่ได้เป็นพฤติกรรมของหมาทุกพันธุ์ ทั้งนี้เนื่องจากตลอดเวลาการต่อสู้เคนจิ สุนัขพันธุ์โกลเดนท์ รีทรีฟเวอร์ และโคลบี้ สุนัขพันธุ์ปั๊ก กลับนอนดูอย่างสบายใจ ส่วนเฟรโด สุนัขพันธุ์ชิสุ ก็เห่าบ้างประปราย


งานนี้ก็เลยต้องขอบใจฮ็อกกี้เป็นหลัก


เก่งมาก...............................

Sunday, 6 April 2008

Still can not walk normally

นี่ก็เข้าวันที่หกแล้วนะ แต่ว่าการเดินของหนุ่ยยังไม่เข้าที่เลย ยังเดินลงน้ำหนักเต็มเท้าไม่ได้เลย วันนี้ทดลองเดินดูปรากฏว่ามีเลือดซึมออกมาจากแผลซะงั้น โอ๋ย เจ็บตัวครั้งนี้คงนานกว่าจะหายเป็นปกติ ผ่าครั้งก่อนอาทิตย์นึงเนื้อก็ขึ้นเต็มแผลปิด โดนน้ำได้แล้ว นี่ครั้งนี้จะครบอาทิตย์แล้ว หลุมยังใหญ่กว่าตอนผ่าตัดครั้งแรกอีก หมอว่าครั้งนี้กว่าเนื้อจะขึ้นเต็มก็คงกินเวลาเป็นเดือน (T_T)

Friday, 4 April 2008

Sleeping ZZZZZZZZ

ตั้งแต่วันอังคาร ที่ก็เข้าวันที่สี่แล้ว นับตั้งแต่ผ่าตาปลา


คะหนุ่ยอยู่บ้านไม่ได้ทำอะไรเล้ย ดีนะเนี่ยะที่อาทิตย์นี้มีการออดิชั่น Academy Fantasia Season 5


ดังนั้นตลอดสัปดาห์ก็ได้แต่นอนดูการออดิชั่น แล้วก็กินกินนอนนอน


อิอิเรื่องแผลตาปลาวันนี้ไปทำแผลมา แผลตื้นขึ้นแระ ตอนแรกกะว่าจะเอารูปแผลที่ผ่ามาโพสให้ดูกัน แต่ว่ามันน่ากัวววว ก็เลยเปลี่ยนใจเอาไว้โพสแต่รูปที่สวยๆงามๆ จะดีกว่า


เรื่องการเรียนของคะหนุ่ยตอนนี้ก็มีที่ University of Essex ที่ประเทศอังกฤษที่ตอบรับเข้าเรียนแล้น University of Sussex ที่อังกฤษก็รับแล้วจ้า


ตอนนี้ความหวังอีกอันคือ Lund University ที่ประเทศสวีเดน จะประกาศผลหลังสงกรานต์ ทุกคนช่วยๆ กันเป็นกำลังใจกันด้วยนะ ถ้าได้ไปสวีเดนก็ดี เพราะจะได้ไม่ต้องเสียตังค์เยอะ


Lund University


Now I am waiting for the result of acceptance from Lund University, Sweden. The result will be send on 17th April 2008. However, there are 2 Universities in England have accepted me into the programme already, LLM in International Human Right Law at University of Essex and LLM in International Criminal Law at University of Sussex


Wednesday, 2 April 2008

GREEZE!!!!!!!!

วันนี้ไปทำแผลที่เมื่อวานผ่าตาปลาที่เท้ามา ดูจากอาการที่ปรากฏแล้วคิดว่าไม่น่าจะอักโขนัก.....................แต่คิดผิด

เมื่อวานนี้ตอนผ่าหมอก็ให้เรานอนคว่ำ เพราะว่าผ่าใต้เท้า แถมฉีดยาชาด้วย ไอ้เราก็เลยไม่รู้ว่าการผ่าตัดเป็นเยี่ยงไร พอวันนี้แกะแผลเท่านั้น อยากเป็นลม @%^$#$%&*^^#$@^%#$@^%^#^%&* พูดไม่เป็นภาษาแถมพูดไม่ออกเลยทีเดียว เพราะว่าแผลใหญ่กว่าครั้งที่แล้วสักเท่านึง เป็นหลุมเกือบเท่าเหรียญห้าบาทได้ เห็นแล้วไม่กล้าจินตนาการเลย น่ากลัวมั่กๆ แทบอยากจะขอให้เอายาดมมาก่อนทำแผลซะแระ สุดๆไปเลย ใครไม่เคยผ่าลองสักครั้งดิ แล้วจะจำจนตายเรย ขนาดหนุ่ยยังสองครั้งแล้วเรย อย่างอื่นนะไม่เจ็บ เจ็บก็อีตอนฉีดยาชาเนี่ยะแหละ เป็นไปได้อยากให้บล็อกหลังหรือวางยาสลบไปเลยสิ้นเรื่องสิ้นราว แต่กลัวว่าบอกไปหมอจะเอาถาดใส่มีดขว้างเอาซะน่ะสิ

พยาบาลที่ทำแผลวันนี้เป็นพยาบาลสาวในร่างชาย พอเห็นแผลแทนที่จะพูดจาดีๆ ดันบอกมาได้
"อุ๊ย ทำไมแผลใหญ่จัง!! ไม่เคยเห็นแผลใหญ่ขนาดนี้เลย!! หลุมใหญ่มาก!! น่ากลัวมั่กๆ!! อุ๊ยเลือดยังไหลอยู่เลย.....บลา..บลา...บลา... พูดเพื่อ????? เล่นเอาใจแป้วเรย

อย่างไรก็ดี เอาเป็นว่าภาวนาให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายก็แล้วกัน ชาตินี้อย่าได้ต้องมาผ่าอีกซ้ำแผลเดิมอีกเลย แผลใหม่ก็ไม่เอาแล้ว สาธุ้ สาธุ

After the operation yesterday, today I go to the hospital again for cleaning my wound. It's very terrible; it's too big, bigger than the first operation. Its size is about a 5 ฿ coin.

Can't tell anybody!!!!! T-T

Wheelchair Wanted

ผ่านไปแล้วการผ่าตัด.................................

หลังจากเมื่อวานคะหนุ่ยได้เข้าผ่าตัดตาปลาที่เท้า ทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อยแล้น การผ่าตัดครั้งนี้ก็เหมือนเดิมอีกแระ คือการฉีดยาชาเจ็บมากส์ หมอบอกว่าการผ่าครั้งนี้ต้องผ่าให้กว้างขึ้นกินพื้นที่ทั้งแผลเก่าและแผลใหม่ พอผ่าเสร็จปวดเอาการทีเดียว wheeelchair ถูกจัดหามารอรับกันเลยทีเดียว..............




The Ta-Pla operation passed; everthing was okay. In the same way as the former operation, the injection was very bad. After the operation, the wheelchair were provided for me @@@@@@..........

Tuesday, 1 April 2008

Operating Ta-Pla

วันนี้เป็นวันที่จะต้องไปผ่าตัดตาปลาอีกรอบแล้ว!!!!

หลังจากคราวที่แล้วผ่าไปเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2551 แต่ว่าตาปลาที่ใต้ฝ่าเท้ามันใหญ่มากก็เลยต้องไปผ่าอีกรอบนึง

เกิดจากสาเหตุอะไร?
หลายคนที่รู้ว่าไปผ่าตาปลาใต้ฝ่าเท้ามามักถามกันว่า แล้วมันเกิดขึ้นมาจากสาเหตุอะไรล่ะ จากที่ได้คุยกับหมอมาบ้าง หมออธิบายว่าสาเหตุน่าจะเกิดจากพฤติกรรมปกติในชีวิตประจำวัน เช่น การใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะกับสรีระของเท้า ทำให้เกิดการบีบรัดหน้าเท้ามากเกินไป เวลาเดินก็จะเกิดจุดกดทับ หรือไม่ก็การออกกำลังกายและลงนำหนักที่จุดกดทับนั้นบ่อย ก็ล้วนแต่เป็นสาเหตุทั้งสิ้น

อาการเป็นอย่างไร?
อาการของตาปลาให้ฝ่าเท้า คือจะมีไตแข็งๆให้ฝ่าเท้า เมื่อเดินกดทับแล้วจะรู้สึกเจ็บ เหมือนเวลาเหยียบหิน โดยเฉพาะหากเดินมากๆ ก็จะระบมอักเสบเป็นวงกว้าง ทำให้มีปัญหามาก

แล้วรักษาอย่างไร?
วิธีการรักษาตาปลามีหลายวิธี หากตาปลายเกิดขึ้นบริเวณที่ไม่ถูกกดทับ ก็สามารถใช้ยาทากัดออกได้ แต่กรณีผมเป็นที่ใต้ฝ่าเท้าทำได้ยากเพราะมีการใช้งานตลอดเวลา ต้องอาศัยการผ่าตัดและยิงเลเซอร์ควบคู่กันไป เพราะเวลาผ่าต้องคว้านไปที่รากของตาปลาด้วย และต้องใช้เวลาพักรักษาจนกว่าเนื้อจะขึ้นเต็มเป็นเวลา หนึ่งสัปดาห์ แต่ทั้งนี้เมื่อหายแล้วมีวิธีที่ต้องใช้ควบคู่ไปอีกคือการพยายามรีแล็กซ์เท้าโดยการแช่นำ เพื่อไม่ให้เกิดไตใต้ฝ่าเท้า

ผ่าวันนี้แล้วก็ไม่รู้ว่าจะต้องผ่าอีกไหม แต่ก็ชินแระ ตอนฉีดยาชานี่นะซิ เจ็บอย่าบอกใครเชียว..............................

Today I will go to the hospital for operate ta-pla at my right foot. This is the second time for the ta-pla operation.