Wednesday, 2 September 2009

Summer trip 4: the Royal Castles

เช้าวันที่สองของการเดินทางในครั้งนี้ ผมยังอยู่ที่นี่ครับ เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี

เมื่อคืนก่อนนอนผมก็นั่งวางแผนอยู่นั่นแหละว่าจะเอาอย่างไรดีหนอ ไปเที่ยวปราสาทดี หรือไม่ไปดี เพราะที่จริงก็เริ่มขี้เกียจ แต่ก็นะ อุตสาห์มาถึงที่นี่แล้ว ยังๆ ก็คงต้องไป แล้วจะไปตอนไหน อย่างไรดีหนอ ข้อมูลที่มีมาก็ไม่มากเท่าไหร่ เท่าที่รู้ก็คือ นั่งรถไฟจากมิวนิคไปฟูเซ่น แล้วนั่งบัสจากฟูเซ่นต่อไปก็จะถึงปราสาทนอยชวานสไตน์แล้ว

ดังนั้นด้วยความที่กลัวว่าอากาศจะร้อน ฝนจะตก (ประมาณว่าไม่ไว้ใจอากาศเท่าไหร่) วันนี้ผมเลยตื่นซะมันตั้งแต่ตีห้าเลย ขณะที่ทุกคนในห้องหลับอุตุ ผมก็หอบสังขารอันบอบบางไต่บันไดเตียงลงมาชั้นล่างเพื่อไปอาบน้ำอาบท่าแต่เช้า

การเดินทางไปปราสาทที่ปรหยัดสุดก็คือการซื้อตั๋วบาเยิร์น สำหรัับการเดินทางในเขตบาวาเรียทั้งหมด โดยปกติจะใช้ได้ตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึงตีสาม แต่ถ้าเสาร์อาทิตย์จะใช้ได้ตั้งแต่เที่ยงคืน จนถึงตีสามของวันถัดไป วันที่ผมเดินทางเป็นวันอาทิตย์ เท่ากับตั๋วผมใช้ได้ตั้งแต่หลังเที่ยงคืนวันเสาร์ จนตีสามของวันจันทร์ ผมก็เลยจับรถขบวนแรกๆ เพื่อไปยังฟูเซ่นครับ รถออกตั้งแต่หกโมงเช้า ไปแวพเปลี่ยนอีกขบวน ไปถึงฟูเซ่นก็ประมาณ 8.45 ได้ นั่งประมาณสองชั่วโมงครับ





เมื่อถึงฟูเซ่นเราต้องรอรถบัสเพื่อไปยังปราสาท เช้านี้รถจะมาราวๆ 9.15 ผมเลยต้องนั่งรออีกพักใหญ่


ประมาณสิบนาทีได้ รถบัสก็จะพาเราไปส่งถึงตีนเขา เราต้องเดินต่อไปยังที่ขายตั๋วเพื่อเข้าชมปราสาทครับ


ทรานี่จะมีปราสาทสองปราสาท ก็คือ Hohenschewangau และ Neuschwanstein ครับ ผมซื้อซั๋ว Royal castles ก็คือเข้าชมทั้งสองปราสาทครับ แต่ภายในประสาทไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ เซ็ง



ปราสาทแรกที่ไปชมก็คือ โฮเฮนชวากัว ครับ เป็นปราสาทของพ่อกษัตริย์ลุทวิด ผู้ที่สร้างนอยชวานสไตน์ครับ ที่ปราสาทนี้อยูาไม่สูงมาก จากปราสาทเราสามารถมองออกไปที่ทะเลสาบด้านหลัง ซึ่งจะมีหงส์อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ ชื่อปราสาทนี้จึงชื่อว่า โฮเฮนชวานกัว (the Highland of Swans)


ปราสาทที่สองก็คือ นอยชวานสไตน์ ปราสาทนี้กษัตริย์ลุดวิค ให้มร้างขึ้น แต่เสียดายที่ยังสร้างไม่เสร็จ การชมก็เลยชมได้แค่บางส่วนของปราสาทครับ ปราสาทแห่งนี้ของการสร้างปราสาทเทพนิยายของดีสนีย์ ด้วยนะครับ ปราสาทของเจ้าหญิงนิทราไงครับ หรือไม่ใครยังพอจำปราสาทของแดนเนรมิตได้ ก็ประมานนั้นครับ


กลับจากปราสาท ผมก็ได้ไปนั่งพัก เดินเล่นในเมืองฟูเซ่น เพราะด้วยที่ว่าไม่รู้จะรืบกลับมิวนิคไปทำอะไร

เพราะผมกลับชอบฟูเซ่นมากกว่ามิวนิคนั่นเองครับ

Summer trip 3: The Wombat's Hostel

ตอนนี้มาถึงมิวนิคเป็นที่เรียบร้อย แต่สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อมาถึงที่นี่ก็คือการเดินทางตามแผนที่เพื่อหาที่พัก ก่อนมาผมได้จองโฮสเทลเอาไว้แล้วครับ สำหรับที่มิวนิคนี่ ชื่อว่า "วอมแบทโฮสเทล"


ถามว่าทำไมต้องเป็นที่โฮสเทลนี้ ง่ายมากเลยคำตอบ เพราะว่าไม่รู้จักเลยไง ก็หาข้อมูลตามเว็บต่างๆ ไป เห็นว่าที่ตั้งไม่ไกลจากสถานีรถไฟมาก แค่นี้ก็เข้าทาง เพราะการมาแวะที่มิวนิคนี้จุดประสงค์หลักคือการไปปราสาท ซึ่งต้องนั่งรถไฟไป และการเดินทางไปซาลบวร์กก็ต้องนั่งรถไฟไป ดัวนั้นการจะแบกสัมภาระประหนึ่งย้ายบ้านกระเตงๆๆๆๆ ไปไกลๆ คงจะไม่ใช่เรื่อง ดังนั้นมันเลยมาจบที่โฮลเทลนี้ครับ อีกอย่างมันก็ไม่ได้แพงมากจนรับไม่ได้ ตกราคาคืนนึงประมาณ 25 ยูโร สะระตะแล้วก็จิ๊บๆ คืนละพันบาท แต่ว่าเป็นห้อง 6 เตียงมีห้องน้ำในห้องครับ






ตามแผนที่กูเกิลแมป มันไม่ได้ไปไหนไกลจากสถานีรถไฟ แต่พอมาถึง กลงซิครับ ตกลงมันทิศไหนเป็นทิศไหนกันเนี่ยะ ภาษาอังกฤษซักป้ายก็ไม่มี มีแต่ภาษาเยอรมัน



อย่างที่บอกต้องอาศัยลากกระเป๋าไปมามันทุกทิศ จนมาเจอเข้ากับป้ายวอมแบท นั่นก็คือ ถึงแล้ว ที่ที่ผมจะมาฝากผีฝากไข้เสียสองคืน


รีบตรงดิ่งไปเจรจา พนักงานก็ให้กุญแจและปลอกที่หนอน หมอน ผ้าห่มมาให้แล้วบอกให้ไปห้อง 121 แค่ชั้นหนึ่งโอเคมาก คาดว่ามันคงเห็นของกองโตที่แบกมาไม่กล้าให้ชั้นอื่น เกรงจะขึ้นไม่ถึง




เข้าห้องมา มันเป็นเตียงสองชั้น ด้วยความที่ไม่มีใครหน้าไหนอยู่ในห้อง เราก็รีบทันใด ดูมันทุกที่ เพื่อจะหาที่นอนชั้นล่างให้ได้ ขี้เกียจปีน เดี๋ยวมันหัก แล้วไม่มีปัญญาจ่ายมัน สรุป 5 ที่นอนถูกจับจองหมดแล้ว เหลือแค่เตียงบนอีกเตียงเดียว เซ็งสุดๆ ต้องไต่บันไดเตียงอีกแล้ว :(



เพื่อนร่วมห้องในวันแรกเป็นฝรั่งล้วนครับ ด้วยความเหนื่อยอ่อนจากการเดินทาง สารภาพได้เลยว่าเจรจากันไม่ทันห้าประโยคก็ถวายบังคมลาบรรทมแล้ว






จะว่าไปที่วอมแบทก็โอเคนะครับ มีทั้งอินเตอร์เฯ็ตให้ใช้ ราคาไม่แพง แต่ถ้ามีคอมมาเองมีไวเลสให้ใช้ฟรีครับ แถมยังมีที่นั่งเอาท์ดอร์ไว้นั่งชิวๆ ด้วย







คืนแรกในการนอนผ่านไปอย่างง่ายดาย เพราะว่ารุ่งขึ้นต้องตื่นไปเที่ยวปราสาทนอยชวานสไตน์แต่เช้า


คืนต่อมาเพื่อร่วมห้องอีกห้าคน เป็นหน้าใหม่ทั้งหมดครับ หน้าตาใหม่ มีสองเกาหลีเข้ามากับหนึ่งตุรกี แต่สารภาพอีกทีว่าคุยน้อยมาก เพราะเหนื่อยจากการเที่ยวมาทั้งวัน ก็เลยหลับอย่างง่ายดาย แถมวันต่อมาต้องเดินทางเข้าซาลบวร์กก็เลยตัดสินใจว่าเก็บแรงไว้ ท่าจะดีกว่า










Summer trip 2: From Lund to Munich

แทบจะเป็นปฐมบทของการเดินทางในซัมเมอร์นี้ของผมทีเดียว หากไม่นับว่าก่อนหน้านี้สักสองวัน ผมเองก็เพิ่งเดินทางมาจากประเทศไทยมายังประเทศสวีเดน อาการเจ็ตแล็กเพิ่งทุเลา การเดินทางครั้งใหม่ก็เริ่มขึ้นครับ

เช้าแรกของการเดินทางผมตื่นขึ้นมาอย่างเร่งรีบ ก็เพราะว่ายังตัดสินใจไม่ได้สักทีว่าจะเอากระเป๋าใบไหนไปดี เพราะตอนนี้มีกระเป๋าที่ต้องหอบอุ้มจนแทบจะหนีบแล้วตั้งสี่ใบ ทั้งเป้ใหญ่ เป้เล็ก กระเป๋าสะพาย และกระเป๋าลาก โอ้วมันจะเยอะไปไหน นี่ขนาดพยายามจำกัดจำเขี่ยแล้วแต่พ่อเจ้าพระคุณ ยังถ่อเอามาซะสี่เลย

สายหน่อยก็เลยตกลงปลงใจได้ว่าจะเอาเป้เล็กไปใส่ในกระเป๋าลากเนี่ยะแหละ แค่นี้กระเป๋าสี่ก็เหลือสาม เฮ้อๆๆๆ 555+

การเดินทางครั้งนี้แม้ว่าเป้าหมายหลักแรกจริงๆ จะเป็นซาลบวร์ก แต่ผมก็ตัดสินใจที่จะบินไปลงที่มิวนิค แทนที่จะบินไปซาลบวร์กก่อน ทั้งที่จริงๆ การบินไปซาลบวร์กเลยมันจะมีราคาค่าเครื่องไม่ได้แตกต่างไปสักเท่าไหร่ ก็คงเพราะเหตุผลหลักๆ สองประการ นั่นก็คือ

ประการแรก ผมอยากไปเที่ยวมิวนิคก่อน อยากไปปราสาทนอยชวานสไตน์ และประการที่สองการนั่งเครื่องไปซาลบวร์กต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่ลอนดอนประเทศอังกฤษ และผมต้องนั่งหง่าวอยู่ที่นั่นทั้งคืนก่อนที่สายๆ จะได้นั่งเครื่องจากลอนดอนมาซาลบวร์ก ดังนั้นไปมิวนิคมันเนี่ยะแหละเอาให้มันส์ไปเลย

จากลุนด์ผมต้องอาศัยรถไฟข้ามสะพานเออเรซุนด์ ไปยังโคเปนเฮเกน เพื่อจับเครื่องแซซ (SAS) ไปยังมิวนิค แต่ด้วยความที่ไม่รู้ดูตารางยังไง มาถึงสนามบินก่อนเวลาไปสามชั่วโมงครึ่ง โอ้ววอย่างนี้มิต้องปูเสื่อนอนรอหน้าเกตเลยฤๅ

แต่อย่างแรกภารกิจหลักคือการโหลดกระเป๋า นังเจ้าหน้าที่ก็แสนดีมาถามแล้วบอกว่า กระเป๋าลากยู ไซส์นี้ขึ้นเครื่องได้ แต่ๆๆๆๆๆๆ ของแค่แปดกิโลนะ ดังนั้นมันก็เลยเอามาชั่ง กระเป๋าเป้ใหญ๋ 13 กิโล กระเป๋าลาก มือแม่นมาก 13 กิโลเช่นกัน ดังนั้นเลยต้องแก้สถานการณ์เฉพาะหน้า แบะกระเป๋าออกซะเลย คว้าเป้เล็ก กล้อง โน้ตบุค และอาหารหารการกินทั้งไส้กรอก และกล้วยออกมา สะระตะแล้วกระเป๋าโหลดไปสองใบน้ำหนักรวม 19 กิโลกรัม เหลือ กระเป๋าสะพายเล็ก และเป้เล็กหิ้วขึ้นเครื่องไป

ต่อมาก็ต้องผ่านตรวจคนออกเมืองของโคเปนเฮเกน ก็ตามสไตล์ยุโรป ต้องถอดมันหมด เหลือเสื้อกะกางเกง เข็มข่งเข็มขัดต็ต้องถอด โน้ตบุคต้องเปิดมาดู (สงสัยกลัวยัดยาในเครื่อง) ผ่านไปได้ต้องมานั่งเรียงสัมภาระให้เข้าที่อีกเป็นรอบที่สาม หลังจากที่ห้อง และที่เคาท์เตอร์เช็คอิน

นั่งจนหายอยากเครื่องบินก็เข้ามา นั่งรอนานจนง่วงมาก (สงสัยยังปรับเวลาไม่ได้) เพราะแค่นั่งบนเครื่องรัดเข็มขัดเสร็จ เครื่องยังไม่ทันแท็กซี่ พ่อก็ผลอยหลับมันเลย มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนลูกเรื่อเดินขายน้ำ ขายกาแฟนี่แหละ

นั่งเครื่องมาชั่วโมงกว่าๆ เครื่องก็ลงจอดที่สนามบินมิวนิค โอ้วมันใหญ่มาก แต่คนน้อยมาก เดินไปมาหากระเป๋าประหนึ่งว่าเดินผิดทาง ด้วยเหตุว่าดันไปเข้าห้องน้ำออกมาเขาเลี้ยวไปไหนกันหมดแล้วก็ไม่รู้ต้องมานั่งงมเต่าอยู่นาน







สักพักก็เดินมาถึงสายพานกระเป๋า พอกระเป๋าครบก็ต้องมาบรรจกแกะเพื่อผนวกเป้น้อยเข้าไปในกระเป๋าลากอีก เพราะว่าเดี๋่ยวต้องนั่งรถไฟเข้าเมืองอีกมันจะลำบากเกินไปกับสัมภาระ สรุปว่าเป็นการแกะกระเป๋าครั้งที่สี่ของการเดินทางของบ่ายวันเดียว


หากใครเคยเดินทางมาสนามบินมิวนิคคงพอนึกภาพออกว่าระหว่าง Terminal 1 กับ Terminal 2 มันจะมีลานอยู่ แต่โดยทั่วไปลานมันคงไม่ได้มีเพื่อสิ่งนี้เป็นแน่แท้ โอ้วแม่เจ้า เขาแข่งวอลเลย์บอลชายหาดกันบนสนามบิน คิดได้ง่ะ






จากนั้นอย่างเร็วรี่ก็รีบเดินลงไปสถานีรถไฟเพื่อเดินทางเข้าไปยังเมือง เพราะตอนนี้อยากเห็นที่พักจะแย่อยู่แล้ว ตั๋วรถไฟที่ซื้อมาเป็นตั๋ววันครับ ใช้เดินทางในมิวนิคได้ทั้งหมดทั้ง S-Bahn, U Bahn, Bus ราคาคนเดียวตั้งสิบยูโร






จากนั้นผมก็นั่งรถไฟเข้ามายังสถานี รถไฟมิวนิค แล้วก็ลากกระเป๋าปุเลงๆ เป๊ะพ่อ ไปหาที่พักที่จองไว้ ชื่อว่า Wombat's Hostel ครับ


หลังจากใช้ความพยายามจากการดูทิศที่ได้ศึกษษมาสมัยเป็นลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ ผมก็มาถึงที่พักครับ ซึ่งมันเป็นอย่างไรตอนหน้าจะมาเล่าให้ฟัง

จากนั้นผมก็ใช้เวลาตอนบ่ายเย็นยันค่ำในการเดินเล่นในเมืองมิวนิคที่หลายคนชอบนักชอบหนา แต่สำหรับผม 3 ชั่วโมง พอแล้ว




Align Left


เอาเป็นว่าไปดูรูปมิวนิคกัน ที่นี่ ครับ

Tuesday, 1 September 2009

Summer trip 1: Planing

แรกเริ่มเดิมทีเนี่ยะ ผมตั้งใจว่าในช่วงปิดภาคฤดูร้อนเนี่ยะ ผมจะกลับบ้านช้าหน่อย เพราะตั้งใจไว้ว่าจะไปเที่ยวนอร์เวย์ และเทศอื่นๆ เมืองอื่นๆ ในแถบสแกนดิเนเวีย แต่ด้วยภารกิจที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่ว่าจะเป็นการผ่าต้อกระจกของแม่ และการผ่าเปลี่ยนข้อเข่าของพ่อ ทำให้ผมไม่ต้องตัดสินใจมากเลยในการที่จะล้มกระดานแผนการไปเที่ยวทั้งหมดของผม เพราะถ้าต้องชั่งน้ำหนักกันแล้ว แผนการไปเที่ยวนี้คงไม่อาจเทียบเท่าความสำคัญของครอบครัวผมได้เลย [At the first place, I planed to go to travel in Norway, and around other cities in Scandinavian countries during Summer break before go back to Thailand. However, my plan had been changed because some reasons of my parents. As a result, I had changed my plan to go back to Thailand after the final examination of last semester.]

แผนการเที่ยวทั้งหมดของผมจึงถูกยกเลิกทั้งหมด เหลือเพียงอย่างเดียวก็คือ การเรียนที่ Salzburg Law School on International Criminal Law, Hiúmanitrarian Law and Human Rights Law ที่เมืองซาลบวร์ก ประเทศออสเตรีย ช่วงวันที่ 9-21 สิงหาคม ที่ผมยังคงแผนเดิมไว้ [The only one plan that had been kept is the plan for participating in Salzburg Law School on International Criminal Law, Humanitarian Law and Human Rights Law at Salburg, Austria during 9-21 August 2009]

ดังนั้นความคิดเรื่องการวางแผนเดินทางของผมจึงเริ่มขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งก่อนและหลังการเรียน [Then, I had a new plan to go to travel in Europe before and after the Salzburg Law School]


การวางแผนเที่ยวคร่าวๆ จึงเกิดขึ้นจากการศึกษาข้อมูลจากประสบการณ์ของเพื่อนๆ อินเตอร์เนต และหนังือท่องเที่ยวต่างๆ สถานที่ที่อยากไปมีหลายที่ ทั้งปราสาทนอยชวานสไตน์ ในเยอรมนี Hallstatt Hellbrunn Palace, Schönbrunn Palace ในออสเตรีย ปรากและเชสกีกรุมลอฟ ในเช็ก โอ้ววว ช่างมากมายเสียนี่กระไร [Planing was criticism because I had many palces to visit; Nauschwanstein in Germany, Halstatt in Austria, Hellbrunn Palace and Schönbrunn Palace in Austria, Prague and Cesky Krumlov in Czech Republic. Then, I had to research for this trip from many sources; friend, books and internet]

แต่จนแล้วจนรอดแผนการทั้งหมดก็ถูกวางคร่าวๆ ไว้ว่า ผมจะเดินทางไปมิวนิค เยอรมนีก่อนที่จะเริ่มเรียน เพื่อที่ว่าจะได้เที่ยวมิวนิค และไปที่ Hohenschwangau Castle and Neuschwanstein Castle จากนั้นก็เดินทางไปเรียนที่ Salzburg, Austria ช่วงวันที่ว่างและเสาร์อาทิตย์ ก็ไป Hallstatt, Austria จากนั้นเมื่อเรียนเสร็จค่อยเดินทางไปยัง Vienna, Austria => Cesky Krumlov, Czech ==> Prague, Czech และไปจบที่ Franknurt, Germany เป็นอันจบทริปนี้อย่างสมบูรณ์แบบ [Ultimately, the drafted plan had been created. I will go to Munich first and then go to Hohenschwangau Castle and Neuschwanstein Castle. After that, I will go to Salzburg, Austria for attending Salzburg Law School. During the weekend, I will go to Hallstatt and when finish the course I will go to Vienna, Austria, Prague and Cesky Krumlov in Czech Republic and my final destination is Frankfurt, Germany]

แต่ด้วยเหตุบังเอิญหลายประการทำให้แผนการที่ตั้งไว้ถูกปรับเปลี่ยนไปบ้าง อันนี้ก็เป็นเสน่ห์ของการท่องเที่ยวแบบ Backpack ครับ [However, because of some technical problems, my plan had been changed. But it is okay because the attraction of backpacking-travel is flexibility!]

ดังนั้น ด้วยข้อมูลเบื้องต้นดังกล่าว การเดินทางของผมจึงเริ่มขึ้นครับ [Finally, my journey has be started!]

Monday, 31 August 2009

From Munich to Frankfurt

กลับมาแล้วครับ จากการเดินทางเป็นเวลา 25 วันใน 3 ประเทศ กับ 14 เมือง แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการเดินทางไปเที่ยวที่นานที่สุดของผมเลยก็ว่าได้

การเดินทางครั้งนี้ของผมเริ่มขึ้นด้วย Munich, Germany ==> Füssen, Germany==> Salzburg, Austria==> Bad Ischl, Austria==> Hallstatt, Austria==> Halline, Austria==> Vienna, Austria==> Grinzing, Austria==> Cesky Krumlov, Czech Republic==> Prague, Czech Republic==> Karlovy Vary, Czech Republic==> Frankfurt, Germany==> Limburg, Germany==> Runkel, Germany

ผมได้ีประสบการณ์ที่น่าจดจำมากมายจากทุกที่ที่ไป ทั้งสถานที่และผู้คน


แล้วผมจะค่อยๆ เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่นี่ไปเรื่อยๆ อย่าลืมแวะเวียนมาอ่านกันนะครับ

Thursday, 6 August 2009

Back to Lund

เวลาสองเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว เหมือนว่าผมเพิ่งเดินทางกลับถึงบ้านเมื่อไม่นานนี่เอง มาวันนี้ผมกลับมานั่งพิมพ์โน้ตบุคตัวเก่งอยู่ในห้องที่ Vildanden ในเมืองลุนด์ ประเทศสวีเดนแล้ว เพื่อเตรียมตัวก่อนที่การเรียนในปีที่สองซึ่งเป็นปีสุดท้ายของผมจะเริ่มขึ้นในอีกเกือบเดือนข้างหน้านี้ครับ [Two months passed, it's so quickly! Now I am sitting in front of my lovely notebook in my room at Vildanden in Lund, Sweden for preparing for my secend year, which will be coming soon.]

ที่ต้องจากบ้านกลับมาล่วงหน้าขนาดนี้ ก็เพราะว่าผมต้องเดินทางไปอบรม Summer School Course ด้าน International Criminal Law, Human Rights and Humanitarian Law ที่ University of Salzburg, Salburg Summer School, Autria เป็นเวลาเกือบสองอาทิตย์ ก่อนที่การเดินทางครั้งต่อไปจะเริ่มขึ้นอีกครั้งหลังอบรมจบ [ I am back here too early because I have to go to participate the Salzburg Summer School on International Criminal Law, Humanitarian Law and Human Rights Law, Austria about 2 weeks and then my new journey will be begin.]

การเดินทางครั้งใหม่นี้จุดหมายของผมจะอยู่ที่ Munich, Germany; Salzburg, Autria; Vienna, Austria; Cesky Krumlov, Czech; Prague, Czech and Frankfurt, Germany กินเวลาทั้งสิ้นเกือบหนึ่งเดือน ซึ่งผมก็คงพยายามเอาเรื่องราวประสบการณ์จากการเดินทางในครั้งนี้มาลงให้อ่านกันที่นี่อีกตามเคยครับ [The destinations of my new journey are Munich, Germany; Salzburg, Autria; Vienna, Austria; Cesky Krumlov, Czech; Prague, Czech and Frankfurt, Germany. I will try to write a whole story of my journey after this trip.]


อย่าลืมมาอ่านกันนะ [Don't forget to visit me here!!]


ว่าแต่ตอนนี้กลับมาลุนด์ เมืองเงียบถึงเงียบที่สุด ไม่กล้าออกไปข้างนอกเลย เปลี่ยวไปทั้งเมือง+555 แต่อากาศตอนนี้ก็โอเค ไม่ร้อนมากเกินไป อยู่ที่ 20 C ก็สบายๆ ครับ ดีกว่าเมืองไทยสิบกว่าองศา ก็โอเคแล้วครับ [Now Lund like an unoccupied city, do not want to go out! But the weather is okay, it's about 20 C]


แต่เอาจริงตอนกลับไปเมืองไทย ก็มีเรื่องราวเกิดขึ้นมาเหมือนกัน แต่ผมไม่มีโอกาสที่จะถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ เท่านั้นเอง เอาเป็นว่ากลับมาจากอีกเดือนข้างหน้า จะค่อยๆ ทยอยเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างที่กลับไปเมืองไทยให้ฟังแล้วกัน [While I were in Thailnad, there were many things happened , I will try to write all of them here soon!!]


แต่ตอนนี้คงขอตัวไปจัดกระเป๋าต่อละครับ [I will go to pack my stuff again]

Saturday, 1 August 2009

It's the time to say Goodbye

เขาว่ากันว่าเวลาและวารีไม่เคยรอใคร....................


เวลาเกือบ 2 เดือนในการกลับมาเยี่ยมประเทศไทยของผมกำลังจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว ใช่แล้วครับ ผมกำลังจะเดินทางกลับไปยังลุนด์ ประเทศสวีเดนอีกครั้ง เพื่อเรียนต่อให้จบ โดยต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีก 10 เดือน


สองเดือนในเมืองไทยแม้ว่ามันจะผ่านไปอย่างรวดเร็วก็ตาม แต่ผมรู้สึกดีมากที่ผมได้ใช้เวลาเกือบทั้งหมดในการอยู่กับครอบครัวของผมเป็นหลัก เพื่อนๆ หลายคนที่อาจคิดว่าผมกลับมาแล้วไม่ค่อยมีเวลาให้เพื่อนๆ เลย คงต้องเข้าใจความรู้สึกของผมในจุดนี้ด้วยครับ เพราะครอบครัวยังคงเป็น priority อันดับแรกของผมอย่างไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไปได้


การได้ใช้ชีวิตใกล้ชิดกับครอบครัว อย่างที่ห่างหายมาเป็นเวลาเกือบปี มันเป็นเหมือนฝนอันชุ่มฉ่ำที่ทำให้ชีวิตของผมมีพลังแรงใจในการเดินทางที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นใหม่อีกครั้งในอีก 2-3 วันข้างหน้า


Lund (Sweden); Copenhagen (Denmark); Salzburg, Vienna, Hallstatt (Austria); Cesky Krumlov, Prague (Czech); Budapest (Hungary) เป็นจุดหมายปลายทางสำหรับเดือนแรกในการเดินทาง และยังมีจุดหมายอื่นๆ ต่อไปอีกอนาคต


ผมเลยอยากอาศัยพื้นที่ตรงนี้กล่าวคำร่ำลากับทุกคนอีกครั้งนะครับ


สวัสดีและรักษาสุขภาพนะครับ

Friday, 26 June 2009

Jacko, RIP

แต่เช้าวันนี้ผมตื่นขึ้นมาเพราะข่าวการจากไปของราชาเพลงป๊อบของโลก ไมเคิล แจ็คสัน อย่างกระทันหันเมื่อเวลา ตีสี่ครึ่งตามเวลาของประเทศไทย

http://www.topnews.in/light/files/michael-jackson.jpg

ไมเคิล แจ็คสัน เกี่ยวกับชีวิตผมอย่างไร แล้วทำไมผมถึงต้องรู้สึกต่อการจากไปของไมเคิลล่ะ???


ในช่วงชีวิตวัยรุ่นของผม ไมเคิล และบทเพลงของไมเคิล ได้เข้ามามีบทบาท และเป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็มชีวิตของผมอย่างมาก ด้วยท่าทางลีลาการเต้นของไมเคิลที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ตลอดจนบทเพลงจำนวนมากที่ได้รับความนิยมจากผูฟังเพลงจำนวนมากทั่วโลก ซึ่งผมก็คือหนึ่งในนั้นด้วย


ยิ่งในราวๆ ปี 1993 ที่ไมเคิลมาเปิดการแสดงคอนเสิร์ตในประเทศไทยที่สนามศุภฯ ซึ่งตรงกับช่วงที่ผมกำลังเรียนอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ จำได้ว่าเป็น talk of the town สำหรับประเทศไทยในเวลานั้นทีเดียว บทเพลงหลายบทเพลงได้ถูกผนวกเข้ากับชีวิตประจำวันของคนไทยในช่วงเวลานั้น โดยเฉพาะบทเพลง Heal the world.... make it a better place...for you and for me ....


ดังนั้นหากจะให้บอกว่าทำไมไมเคิลจึงเข้ามามีบทบาทในชีวิตของผม ผมคงจะตอบได้บอกว่า เพราะไมเคิลเป็นอีกหนึ่งความทรงจำของผม ผมเติบโตขึ้นมาพร้อมๆ กับการรับอิทธิพลจากไมเคิล และบทเพลงของเขานั่นเอง ผมเริ่มเรียนภาษาอังกฤษโดยการเรียนจากเนื้อเพลงของไมเคิล ผมเริ่มร้องและฟังเพลงของไมเคิลตั้งแต่เข้าสู่ช่วงวัยรุ่น บทเพลงของไมเคิลจึงเติบโตขึ้นมาพร้อมกับชีวิตในช่วงวัยรุ่นของผมนั่นเอง


แม้วันนี้ไมเคิลจากจากแฟนเพลงของเขาไปแล้ว แต่บทเพลงอันอมตะของเขาก็จะยังคงถูกเปิดไปอีกนานเท่านาน อย่างน้อยก็คงตลอดชีวิตของผม....

Tuesday, 23 June 2009

KhaoYai

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปพักผ่อนต่างจังหวัดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กลับมาประเทศไทย


จุดหมายครั้งนี้ของผมคือ เขาใหญ่ครับ


ผมไม่ได้ไปเขาใหญ่มานานแล้ว การเดินทางครั้งนี้ก็ออกจากกรุงเทพก็มุ่งตรงสู้เขาใหญ่เลย เพื่อเข้าพักที่โรงแรมกึ่งรีสอร์ตน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดตังมากไม่ถึงครึ่งปี ชื่อ Hotel des Artists ครับ อยู่ที่บริเวณตีนเขาใหญ่เลย

โรงแรมนี้สวยครับ ตกแต่งได้อย่างลงตัว ครับ


ห้องพักที่นี้พอเปิดประตูออกมาก็เจอสระน้ำเลยครับ


เนื่องจากการไปครั้งนี้เพื่อพักผ่อน ดังนั้นจึงแทบไม่ได้ไปไหน มีเพียงการไปถ่ายภาพนิดหน่อยที่ Primo Posto ครับ



แวะไปดูรูปกันได้ ที่นี่ ครับ

Thursday, 28 May 2009

GO VIKING!

ขึ้นชื่อว่ามาเรียนถึงประเทศแถบชาวไวกิ้งทั้งที เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาก็เลยสบโอกาสไปทำตัวเป็นชาวไวกิ้งกับเขาเสียหน่อยครับ


ที่พิพิธภัณฑ์ไวกิ้ง หรือ Koggmuseet ที่มาลเมอเนี่ยะ แต่ละปีในช่วงสปริงถึงฤดูร้อนของทุกปี เขาจะจัดกิกรรมโดยการเอาเรือไวกิ้งโราณออกล่องในทะเลครับ ซึ่งปีๆ นึงก็จะมีการล่องประมาณ สิบกว่าวันเท่านั้น แถมล่องวันละเที่ยวเดียว เท่ากับปีละสิบกว่าเที่ยวเอง วันนี้ก็เลยเป็นเป้าหมายในการเดินทางมาทำตัวไวกิ้งสไตล์ของเด็กไทยในเมืองลุนด์ครับ


ออกเดินทางจากลุนด์ซีแต่เช้า เป้าหมายอยู่ที่มาลเมอซีครับ แต่วันนี้ตื่มมาท่าฟ้าฝนคงไม่ค่อยเป็นใจให้เด็กไทยไปนั่งเรือไวกิ้ง ด้วยเหตุว่าเป็นการนำเงินตราออกนอกประเทศโดยไม่จำเป็น เพราะที่เมืองไทยดรีมเวิล์ดก็มีไวกิ้ง





มาถึงที่ค็อกมิวเซียมได้สักพัก ก็เดินเล่นเราจึงเห็นเรือไว้กิ้งโบราณเทียบอยู่ที่ท่า ดังนั้นตอนนี้เราจึงมาสันนิษฐานกันว่า ไอ้ที่จอดอยู่มีสามอย่าง คือลำใหญ่ ลำเล็ก และแพ ตกลงวันนี้มันจะเอาเราลอยอันไหนอ่ะ


รอสักพักฟ้าเริ่มเปิดมากขึ้น ฝนเริ่มซาไป อากาศเริ่มเย็นและชื้น ไม่นานเจ้าหน้าที่ที่สวมชุดไวกิ้งก็มาเรียก และพาพวกเราไปขึ้นเรือลำใหญ่ครับ


จากด้านข้างพิพิธภัณฑ์ เรื่อไวกิ้งก็มุ่งหน้าออกจากฝั่ง เป้าหมายคือกลางทะเลครับ ไอ้ตอนเริ่ม ก็สนุกสนาร่าเริงเลยครับ โอ้วได้มาขึ้นไวกิ้งของจริงก็วันนี้ สักพักอากาศรอบข้างกลางทะเลเริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ หน้าที่ทาครีมอย่างหนามาจากบ้านเริ่มประทะลมกลางทะเลจนตึงเหมือนเพิ่งเสร็จจากการศัลยกรรมดึงหนังหน้าไปเก็บหลังหู







อากาศเริ่มหนาวอย่างไม่มีทีท่าว่าจะเลิก สักครู่ทุกคนเริ่มพ่นควันออกจากปาก หนาวจนเจ้าหน้าที่ต้องเริ่มเอาเสื้อหนาวมาแจกให้ผูโดยสาร เพราะมันหนาวจริงจัง อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว


จากอาการลั้นลาไม่มีที่สิ้นสุดของเด็กไทย สักพักนางแรกเริ่มนิ่ง เพราะวิงเวียน นางที่สองเริ่มนิ่งตาม และนาวที่สามตามมาติดๆ อาการเมาไวกิ้งเริ่มแสดงอาการ เพราะเหตุว่ามันโยกตลอดเวลา เดี๋ยวซ้าย เดี๋ยวขวา โต้คลื่นหน้าหลัง ดุจดังวินเซิร์ฟวิ่งอยู่






ไอ้ตอนแรกก็กะว่ามันคงพาไปนั่งเรือชิวๆ กว่าชั่วโมงผ่านไปมันยังไม่มีทีม่าว่าจะหันหัวเรือกลับ กระทั่งเรือได้มาอยู่ใต้สะพาน Öresund ที่เชื่อมระหว่างเดนมาร์กกับสวีเดน งามมากครับ ถ้าไม่ได้นั่งเรือมา เราคงไม่มีโอกาสเห็นสะพานในระยะใกล้ และมุมมองอย่างนี้











ผ่านไปเกือบสองชั่วโมง เรือถึงจะเบนหัวกลับฝั่ง เอาเป็นว่ากว่าจะถึงฝั่ง เล่นเอาปวดน่อง เพราะต้องจิกเท้าตลอดเวลาเลยทีเดียว