Friday, 13 August 2010

Mother's Day

ผ่านวันแม่มาหนึ่งวันแล้วครับ แต่เพิ่งมีโอกาสมาเขียนเกี่ยวกับวันแม่ในปีนี้ของผม


ปีนี้ต่างไปจากปีที่แล้่ว เพราะวันแม่เมื่อปีที่แล้วผมอยู่ที่เยอรมนี กับออสเตรีย เพื่อไปเรียนซัมเมอร์ที่นั่นครับ แต่ปีนี้ผมกลับมาอยู่ที่บ้านของผม ที่นี่ ในประเทศไทย ที่ซึ่งแม่ของผมอยู่ แต่ทั้งนี้ผมก็ไม่ได้อยู่กับแม่ผมในวันแม่อยู่ดี เพราะทุกวันแม่ แม่ผมต้องเดินทางไปทำบุญที่จังหวัดกาฬสินธุ์ และปีนี้ก็เป็นเช่นเดียวกัน


ดังนั้น การแสดงออกของผมในปีนี้กับปีที่แล้วจึงไม่ได้ต่างออกไป นั่นก็คือการโทรศัพท์ไปสวัสดีวันแม่ครับ เช่นที่เคยทำทุกปี ซึ่งต้องใช้ความพยายามมากเช่นทุกปี เพราะที่กาฬสินธุ์ โทรศัพท์ไม่ค่อยมีสัญญาณ ต้องโทรหลายครั้งกว่าจะได้คุยกันก็บ่ายโน่นแหละ


อีกตอนคุยสัญญาณก็กระตุกทำให้เสียงขาดๆ หายๆ เปรียบเสมือนมีอุปสรรคมาขัดขวางเสียนี่กระไร เฮ้อ... สรุปเลยคุยกันได้ไม่กี่ประโยค สัญญาณก็หายไป


แต่ก็นะ ความสำคัญอย่างแรกคงไม่ใช่ว่าเราได้พูดอะไรมากมายกับแม่ หากแต่คือการระลึกถึงและโทรหาท่านมากกว่า เพราะคำพูดที่เราพูดมันก็เหมือนเดิมทุกครั้งไป หากแต่ความตั้งในในการพูดต่างหากที่มันสำคัญ บางคนอาจบอกว่าวันแม่มันคือทุกวัน ไม่จำเป็นต้องเป็นวันนี้ แต่วันนี้ก็เป็นที่มีค่าเพียงพอในการจะเริ่มทำไม่ใช่หรือครับ ดังนั้นใครยังไม่เคย หรือยังไม่ได้ทำ ก็เริ่มได้แล้วครับ

ทุกคนบอกรักแม่หรือยังครับ








Wednesday, 28 July 2010

1 month in Thailand

I have been here in Thailand for one month. 30 days passed...I have many things to manage; daily life, jobs, family affairs and many more.

1 month in Thailand is not a perfect one because I am still on leave and will continue my job next semester (around November), then I have much time to manage somethings new!

What to do next? Now I am looking for new experience form new place, new environment and new colleagues......but it's so hard to find that new one....bored, tried but still not give up.

The good thing here is staying with family and friends, this make me feel good.. thank you for your encouragement......

I will try my best to do it and will try to up to date my situation here in my blog.....


WON'T GIVE UP

K-Jay

Tuesday, 15 June 2010

Sverige: Counting down

เวลาเกือบสองปีในเมืองลุนด์ประเทศสวีเดน ของผมเริ่มนับถอยหลังลงเรื่อยๆ จนกระทั่งวันนี้ เวลาที่นี่ของผมเริ่มเหลือสั้นลงเรื่อยๆ และในทางกลับกันจุดหมายใหม่คือประเทศไทยเริ่มสว่างขึ้นเรื่อยๆ.....

ภาพจำมากมายที่เกิดขึ้นตลอดสองปีในสวีเดน และประเทศต่างๆ ในยุโรป ช่วยเติมเต็มให้ความทรงจำของผมในครั้งที่อยู่ที่นี่แจ่มชัดขึ้น ประสบการณ์ มิตรภาพ และความทรงจำดีๆ มากมายเกิดขึ้นที่นี่ หากทว่าผมจะนำกลับไปด้วย เพื่อย้ำนึกเมื่อคิดถึงที่นี่

หากจะย้อนภาพกลับไปวันแรกในการเดินทางมาเรียนที่สวีเดน ผมจำความรู้สึกนั้นได้ดี การเดินทางไกลมากเพียงลำพังครั้งแรกของผม แม้จะรู้สึกหวั่นอยู่บ้างที่รู้ทั้งรู้ว่าหนทางข้างหน้าไม่ได้ง่ายเลย แต่เมื่อตัดสินใจแล้วผมก็ต้องเดินต่อไปข้างหน้า

คืนวันที่ 22 สิงหาคม 2008 ท่ามกลางญาติพี่น้องที่สนามบินที่มีความปรารถนาดี และมาส่งผม ผมจำบรรยากาศวันนั้นได้ดี โดยเฉพาะเมื่อถึงเวลาที่ผมต้องเข้าไปด้านในแล้ว ตอนนั้นผมคิดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือ "ผมได้ตัดสินใจแล้ว ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ผมก็จะต้องเดินต่อไป ผมหันหลังกลับไม่ได้ ผมต้องเดินหน้าต่อไป" แล้วผมก็เดินเข้าไปภายในโดยไม่ได้เหลียวหลังกลับมามอง เพื่อให้เกิดห่วงอีกเลย

จากวันนั้น ผ่านมาเกือบสองปี ผมได้ทำตามความฝันของผมจนสำเร็จแล้ว สามารถเอาปริญญากลับบ้านไปฝากพ่อแม่ พี่น้องและญาติๆ ได้สำเร็จ

สองปีที่ผ่านมามีความทรงจำดีๆมากมายเกิดขึ้นกับผม

  • ความรัก และปรารถนาดี ที่ผมรับรู้และสัมผัสมันได้ จากครอบครัวของผม อาปา อาม้า และพี่ๆ ของผม ที่ต่างปรารถนาดีและเดินทางมาส่งและเป็นกำลังใจให้ผม ตั้งแต่วันแรกของการเดินทางไกลครั้งนี้ ถ้อยคำอวยพรที่เปล่งออกมาก ผมรับรู้ได้ถึงความรักและความปรารถนาดีเหล่านั้น
  • ความคิดถึง.....นับจากวันนั้น ผมได้ห่างจากครอบครัวที่ผมรัก คนที่ผมรัก และคนที่รักผมโดยระยะทาง มันทำให้ผมรู้ได้ว่า ความคิดถึงมันคืออะไร
  • มิตรภาพ เป็นสิ่งแรกที่ผมได้รับ ตั้งแต่เดินเข้ามารอขึ้นเครื่องๆ น้องๆ หลายคนที่เดินทางในคืนวันนั้น ได้เข้ามาสร้างมิตรภาพที่งดงามกับผม ตลอดปีแรกของการใช้ชีวิตที่นี่ อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่า ชีวิตของผมที่ลุนด์อย่างน้อยในปีแรก ผมก็ได้ได้โดดเดี่ยวที่นี่
  • มิตรภาพในต่างแดน ผมได้รับมาอย่างต่อเนื่องจากผู้คนที่นี่ ไม่ว่าจะจากคนไทยที่ใช้ชีวิตที่สวีเดนก็ดี ชาวสวีเดนเองก็ดี หรือแม้แต่บรรดาเพื่อนๆ ที่ต่างคนต่างมาจากหลากหลายที่ ทุกคนต่างสร้างมิตรภาพที่สวยงามและน่าจดจำแก่ผม ทำให้ผมรู้ว่า ผมไม่ได้อยู่เพียงลำพังที่นี่
  • ภาพประทับใจ และประสบการณ์มากมายเกิดขึ้นกับผมที่นี่ การเดินทางตลอดสองปีทำให้ผมแกร่งขึ้นกว่าเดิม ทำให้ผมเข้าใจโลกมากว่าเดิม และที่สำคัญทำให้ผมเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นกว่าเดิม
เกือบสองปีแล้วที่ทุกอย่างเกิดขึ้น และเวลานี้กำลังนับถอยหลังลงเรื่อยๆ ณ เวลานี้มันยังคงเป็นปัจจุบัน หากแต่อีกไม่นานมันจะเป็นอดีตที่น่าจดจำ และผมจะจดจำมันไว้ตลอดไป




Wednesday, 9 June 2010

Graduated

และแล้วก็จบแล้วครับสำหรับการเรียนที่สวีเดน ผมไม่ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวต่างๆ เป็นเวลานานพอควร เพราะว่ามีเรื่องราวที่ต้องดำเนินการมากมาย ทั้งเรื่องของการสอบวิทยานิพนธ์ การ oppose วิทยานิพนธ์ แล้วก็งานรับปริญญา


สำหรับการไปออพโพส ผมได้ไปค้านวิทยาพิพนธ์ของเพื่อนสนิทของผมเอง ล็อตต้า ซึ่งเขียนเกี่ยวกับสิืทธิของชาวซอมิ ชนพื้นเมืองของประเทศสวีเดน ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี

การสอบวิทยานิพนธ์ของผม ก็ผ่านไปได้ด้วยดี แม้ว่าแดนนี่จะเจอปัญหามาไม่ได้ในนาทีสุดท้ายก็ตาม การออพโฟสโดยโยฮัน ก็เป็นไปโดยราบรื่นครับ

จากนั้นสองวันต่อมาก็ถึงงานวันรับปริญญา ซึ่งเป็นวันสุดท้ายกับการเจอเพื่อนๆ ทุกคน (ส่วนใหญ่) ของชั้นปี

นี่ก็ผ่านมาอาทิตย์นึงแล้วหลังวันรับปริญญา ทุกอย่างเร็วมาก ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี

เกือบสองปีในสวีเดน ผมรู้สึกได้ว่าผมเป็นคนโดยสมบูรณ์แล้วครับ

อยากของคุณเพื่อนๆ ทุกคนที่ร่มแชร์ประสบการณ์ร่วมกัน อาจารย์ทุกท่านที่ทำให้ผมเข้าใจว่าหากผมอยากทำอาชีพนี้ต่อไป ผมต้องใช้ความพยายามมากทีเดียวในการจะเป็นอาจารย์ที่ได้ชื่อว่า อาจารย์ที่ดี ขอบคุณมหาวิทยาลัยลุนด์แห่งนี้ที่ทำให้ผมภาคภูมิใจในการเป็นส่วนหนึ่งของ Juridicum และต้องขอบคุณสบอนเซอร์สำคัญในการเรียนของผมที่นอกเหนือกว่าครอบครัว คือ Raoul Wallenberg Institute และ SIDA สำหรับค่าใช้จ่ายที่ช่วยให้ผมดำรงชีพในสวีเดนอย่างไม่ลำบาก

ขอบคุณจริงๆ


Monday, 24 May 2010

My supervisor

ตอนนี้เพิ่งจะแก้วิทยานิพนธ์ส่งกลับไปให้ที่ปรึกษา เลยนึกว่าไม่เคยได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของผมท่านนี้เท่าไหร่ครับ วันนี้เลยอยากมาเขียนไว้สักหน่อย

ที่ปรึกษาของผมนี้หากจะเอาไปคุยแล้ว ในแวดวงนักกฎหมายระหว่างประเทศคงอาจไม่รู้จักหรอก เพราะเขาเป็นเหมือนคลื่นลูกใหม่ที่กำลังขึ้นมาครับ เขาชื่อว่า Daniel Kuwali หรือที่เรียกง่ายๆ ว่าแดน หรือแดนนี่ นี่แหละ แดนมาจากประเทศมาลาวีครับ ซึ่ง ณ ปัจจุบันแดนกลับไปมาลาวีแล้ว แต่ผมก็อาศัยเทคโนโลยี่สมัยนี้แหละในการติดต่อกับแดนอย่างต่อเนื่อง

แดนเป็นอาจารย์ใหม่ที่ไฟแรงมากๆ ผมเรียนกับแดน หนึ่งเลคเชอร์ เรื่อง Human Rights Protection in Africa กับหนึ่งคอร์ส Humanitarian Law ครับ

เอาประวัติก่อน
  • แดนเพิ่งจบปริญญาเอกจากลุนด์เมื่อปีที่แล้วครับ อาทิตย์หน้าก็จะกลับมารับปริญญา พร้อมมาสอบวิทยานิพนธ์ผมด้วย
  • ที่มาลาวี แดนเป็นรองผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายของกองทัพมาลาวี
  • อดีตเจ้าหน้าที่งานฝ่ายให้คำปรึกษาทางกฎหมายให้กับการปฏิบัติการขององค์การสหประชาชาติในคองโก
  • เคยฝึกงานกับ Amnesty International in the UN Office in New York
  • เป็นนักวิจัยของ Danish Institute of Human Rights, Copenhagen
  • Marie Curie Researcher at the Grotius Centre of International Legal studies in the Hague, the Netherlands
  • Guest Researcher at the Nordic African Institute
  • Fellow at the Carr Center for Human Rights Policy, Harvard University
  • ผ่านการอบรมจากอีกหลายที่ เยอะมาก
แดนเป็นอาจารย์รุ่นใหม่ไฟแรงครับ แม้ว่าอยู่ถึงมาลาวี แต่ก็สามารถให้ความเห็นและคำแนะนำต่างๆ ให้กับผมดีมากๆ ถือว่าเป็นต้นแบบของอาจารย์ที่ดีในหลายด้านเลยทีเดียว โดยเฉพาะเรื่องทางวิชาการ

แดนทำให้ผมอยากศีกษาหาความรู้เพิ่มเติม เป็นต้นแบบด้านการแสวงหาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่องและไม่หยุดนิ่งครับ

ว่าไป ผมคุยกะแดนน้อยกว่าเขียนอีเมลโต้ตอบกันเสียอีกแฮะๆๆๆ

Wednesday, 19 May 2010

Human Rights

ในช่วงกว่าสองเดือนที่ผ่านมาคำว่าสิทธิมนุษยชนถูกหยิบยกขึ้นมาอ้างอิงและกล่าวถึงบ่อยครั้งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย บ้างก็ว่าถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนบ้างหละ บ้างก็ว่าให้เคารพสิทธิมนุษยชนบ้างหละ

ผมไม่บังอาจนำปัญญาอันน้อยนิดของผมไปวิเคราะห์หรอกครับว่าใครผิด ใครละเมิดสิทธิมนุษยชนกันแน่ เพราะมันอาจจะนำไปสู่การวิวาทะกันไม่จบสิ้นเรื่อยไป

แต่ที่วันนี้อยากจะเขียนเรื่องนี้ก็เพราะว่าผมฉุกคิดเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ เลยอยากเอามาเขียนไว้เท่านั้นเอง คิดว่าหากใครผ่านมาอ่าน หรือเห็นก็น่าจะมีประเด็นให้คิดต่อยอดได้บ้างเท่านั้น

ไอ้สิทธิมนุษยชนเนี่ยะ มันคืออะไรหรือ? ตอบง่ายๆ ตามภาษาวิชาการ เขาก็ว่าสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ครับ หากจะดูตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแล้ว สิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองนั้นมีอยู่หลายประการครับ เช่น สิทธิในการมีชีวิต สิทธิในการมีเสรีภาพและความมั่นคงในชีวิตของคน สิทธิปลอดจากการถูกทรมาน เป็นต้น

แต่ไอ้สิ่งที่ผมอยากพูดคงไม่ใช่การมานั่งเล็คเชอร์ สาธยายให้ฟังเรื่องสิทธิมนุษยชนครับ ที่ผมอยากบอกก็คือคนทุกคนน่ะมีสิทธมนุษยชนเท่าเทียมกัน จะเตี้ย สูง ดำ ขาว แดง หรือ เหลือง ก็มีสิทธิเหล่านี้เหมือนกัน และมีหน้าที่ที่ต้องเคารพสิทธินี้ของคนอื่นๆ เช่นกัน

พอดีผมได้ฟังเรื่องราวจากหลายแหล่งมักอ้างว่า มีรัฐละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ชุมนุม ย้ำไปย้ำมาหลายครั้งหลายคราว หากแต่ไม่เคย หรืออาจจะเคยแต่ไม่ค่อยบ่อยที่มีการพูดเรื่องการที่ผู้ชุมนุมละเมิดสิทธินมุษยชนของประชาชนคนอื่นๆ โดยเฉพาะผู่ที่อาศัยใกล้เคียงบริเวณที่มีการชุมนุม คนเหล่านั้นถูกฆ่า ถูกทำร้ายร่างการ ถูกทำลายทรัพย์สิน หรือถูกพรากไปซึ่งสิทธิที่มีความมั่นคงในการดำรงชีวิตไปเสียหมดแล้ว

หลายคนอาจคิดก็ใช่ที่ผู้ชุมนุมก็กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนเหมือนกัน แต่ว่าหากจะเทียบกันแล้ว สิทธิของผู้ชุมนุมที่ถูกละเมิดมีจำนวนมากกว่า หากจะเทียบจำนวนของผู้ถูกละเมิดในฝั่งผู้ชุมนุมกับประชาชนทั่วไป

ผมเลยอยากตั้งข้อสังเกตสักนิดว่า

ขึ้นชื่อว่าสิทธิมนุษยชน คุณค่าของมันคือการมีอยู่และการไม่ถูกละเมิดซึ่งสิทธินี้ การละเมิดสิทธินมุษยชนของคนเพียงหนึ่งคน หากจะเทียบกับการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนของคนหนึ่งร้อยคนแล้ว มันไม่ได้ต่างกันเลย

อย่าเอาปริมาณมาตัดสินคุณค่าของสิ่งนี้อีกเลย

เพราะเพียงหนึ่งสิทธิของหนึ่งคน หรือจะร้อยคน พันคน ก็คือสิทธิมนุษยชนเหมือนกัน ดังนั้นขึ้นชื่อว่าการละเมิดสิทธินมุษยชนของคนหนึ่งคน กับหนึ่งร้อยคน หรือพันคนก็หาได้ต่างกันในนัยไม่

Saturday, 15 May 2010

รอคอย ลอยคอ

เทศกาลฝึกขันติธรรมอีกแล้ว

ผมเขียนวิทยานิพนธ์ส่งให้ที่ปรึกษาไปเกือบครึ่งเดือน ทุกอย่างยังเงียบ ไม่มีวี่แวว อีกสิบกว่าวันก็ต้องสอบแล้ว ยังไม่รู้ว่าจะลูกผีลูกคน แต่ความเงียบสงบยังสยบทุกความเคลื่อนไหว

ไม่มีเสียงสัญญานตอบรับใดๆ กลับมา

ได้แต่รอๆๆๆๆๆๆ

ส่วนที่ว่าวิทยานิพรธ์ของผมเนี่ยะ มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินคดีอดีตผู้นำเขมรแดงของกัมพูชาครับ ชื่อหัวข้อวิทยานิพนธ์ คือ "Is the Doctrine of Joint Criminal Enterprise a Legitimate Mode of Individual Criminal Liability in the Prosecution? - A Study on the Khmer Rouge Trials" ดูยากไปม๊ะ ฮ่าๆๆๆ

เดี๋ยวไว้เสร็จเรียบร้อยยังไงจะมาเล่าให้ฟังอีกที

Thursday, 6 May 2010

Dumb & Dumber


หลังจากว่างสักพัก ก็มีเวลามานั่งดูหนังเก่า วันนี้ดูเรื่อง Dumb and Dumber เลยอยากเอาซาวด์แทรกซ์มาโพสไว้ เพราะเพลงนี้สำหรับผมแล้วมีความทรงจำดีๆ มากมาย โดยเฉพาะความทรงจำแต่สมัยที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้

บางทีการใช้เวลากับตัวเองบ้างๆ เพียงการนั่งอยู่กับตัวเองนิ่งๆ สักพัก นึกถึงเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิตไม่เว้นแต่ละวันที่เราต้องจัดการ ช่างมากมายนัก

พักสักนิด ได้คิดสักหน่อย เราจะเห็นได้ว่าโลกนี้ยังมีมุมมองด้านที่สวยงามสำหรับทุกคนเสมอ อยู่ที่ว่าเราจะมองเห็นมันหรือไม่ต่างหาก



Sunday, 25 April 2010

Genocide in Rwanda

รวันดา (Rwanda) เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในทวีปแอฟริกา มีประชากรประมาณ 8 ล้านคน โดยเป็น ชาว Hutu ถึงร้อยละ85 ชาว Tutsi ร้อยละ 14 ที่เหลืออีกร้อยละ 1 เป็นชาว Batwa และชาว Pygmy

ชนวนความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในรวันดานี้ก็เป็นผลมาจากความเกลียดชังระหว่างของสองเชื้นชาติที่ฝังรากหยั่งลึกมาเป็นเวลายาวนานนับตั้งแต่โบราณแล้วคือ ความขัดแย้งระหว่างชาว Hutu และชาว Tutsi ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสงบลงดินแดนรวันดารวมไปถึงบุรุนดี (Burundi) ที่อยู่ทางตอนใต้ของรวันดาก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของประเทศเบลเยียมตามมติขององค์การสันนิบาติชาติ

ในช่วงเวลาตั้งแต่ปีค.ศ.1924 ถึง ค.ศ.1962 ที่เบลเยียมปกครองรวันดา มีการส่งเสริมและสนับสนุนให้ชาว Tutsi ขึ้นมาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองดินแดนแห่งนี้ ทำให้ชาว Tutsi เริ่มมีการแสวงหาประโยชน์ในกับเชื้อชาติของตนและความต้องการที่จะเป็นเอกราชจากเบลเยี่ยม ทางรัฐบาล เบลเยียมจึงได้เปลี่ยนมาสนับสนุนชาว Hutu โดยหวังที่ให้ขึ้นมาเป็นผู้ปกครองประเทศแทน ไม่ว่าจะเป็นการเสนอให้โอกาสทางการเมืองและการศึกษาแกชาว Hutu ทำให้ชาว Tutsi เกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก กระทั่งภายหลังจากที่รวันดาประกาศแยกตัวเป็นอิสระจากเบลเยียม ในปี ค.ศ.1962 รวันดามีประธานาธิบดีชาว Hutu คือ Gregoire Kayibanda สถานการณ์ทางการเมืองในช่วงนี้เรียกว่าเป็น “The First Republic” ได้เกิดการตอบโต้ (Repisal) ของชาว Hutu ต่อชาว Tutsi ที่อยู่ในรวันดา โดยการตอบโต้ดังกล่าวส่งผลให้ชาว Tutsi นับแสนต้องเสียชีวิต และถูกจำกัดสิทธิต่างๆ เงินและที่ดินของชาว Tutsi ก็ถูกริบเอามาเป็นของชาว Hutu ในช่วงที่ชาว Hutu ปกครองประเทศข้างฝ่าย Tutsi ก็ได้ร่วมกันจัดตั้งกองกำลังแนวร่วมรักชาติ (Rwanda Patriotic Front: RPF) ขึ้นมา ในอูกันดาเพื่อรอวันที่ชาว Tutsi จะกลับมามีอำนาจในรวันดาอีกครั้งหนึ่ง

ประธานาธิบดี Gregoire Kayibanda ได้ปกครองรวันดาเรื่อยมา จนกระทั่งในปี ค.ศ.1973 นายพล Juvenal Habyarimna ซึ่งเป็นชาว Hutu ได้ยึดอำนาจจากประธานาธิบดี Kayibanda และนำระบบเผด็จการทหารมาใช้ปกครองประเทศ ในช่วงนี้ถือว่าเป็น “The Second Republic” ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงว่าตลอดเวลาที่รัฐบาลเผด็จการทหารของนายพล Habyarimna ปกครองประเทศไม่ปรากฏว่าได้มีเหตุการณ์สังหารหมู่ระหว่างสองเชื้อชาติเกิดขึ้น แต่ในการปกครองประเทศนายพล Habyarimna ได้ปกครองประเทศโดยใช้นโยบายการเลือกปฏิบัติอย่างเป็นระบบ (Policy of Systematic Discrimination) ต่อชาว Tutsi โดยนายพล Habyarimna มองว่าทุกพรรคการเมืองเป็นพรรคที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายยกเว้นเพียงแต่พรรคของตน และตลอดระยะเวลาที่ Habyarimna ปกครองประเทศนั้นมีชาว Tutsi ได้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆเป็นจำนวนที่น้อยมาก มีการห้ามมิให้ชาว Hutu สมรสกับชาว Tutsi และประชาชนทุกคนจะต้องพกบัตรประจำตัวที่ระบุเชื้อชาติไว้อย่างชัดแจ้งอยู่ด้วยเสมอ กระทั่งในปี ค.ศ.1990 ถึง ค.ศ.1993 รัฐบาลของนายพล Habyarimna ได้สังหารชาว Tutsi กว่า 2,000 คนด้วยเหตุผลที่อ้างว่าเป็นสมาชิกของ RPF

สถานการณ์ในรวันดาประทุขึ้นอย่างรุนแรงเมื่อปรากฏว่านายพล Habyarimna ถูกลอบสังหารโดยเครื่องบินถูกยิงตกโดยกองกำลังไม่ทราบฝ่าย เมื่อวันที่ 6 เมษายน ค.ศ.1994 แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของประธานาธิบดีเชื่อว่าเป็นการกระทำของ RPF จึงได้เริ่มมีการสังหารชาว Tutsi รวมไปถึงพวกที่มีแนวคิดตรงข้ามในทันที ในขณะที่ข้างฝ่ายกองกำลัง RPF ก็สบโอกาสในการบุกเข้าโจมตีกองกำลังฝ่าย Hutu ในเวลานั้นด้วยเช่นกัน ในช่วงเวลาสองสัปดาห์นับจากประธานาธิบดี Habyarimna เสียชีวิตมีชาว Tutsi ถูกสังหารไปอีกราวๆ 500,000 คน รวมตั้งแต่ ค.ศ.1990 ถึงค.ศ.1994 มีชาว Tutsi ถูกสังหารไป 800,000 – 850,000 คน อีกทั้งยังก่อให้เกิดคลื่นผู้อพยพที่ได้หลั่งไหลเข้าไปในประเทศใกล้เคียงไม่ว่าจะเป็น บุรุนดี แทนซาเนีย เคนยา อูกันดา อีกไม่ต่ำกว่า 2,000,000 คน

ความขัดแย้งดังกล่าวที่เกิดขึ้นได้ยุติลงด้วยชัยชนะของ RPF เหนือกองกำลังฝ่าย Hutu RPF จึงร่วมกับชาว Hutu หัวก้าวหน้าจัดตั้งรัฐบาลขึ้นปกครองประเทศเมื่อ กรกฎาคม ค.ศ.1994 และภายหลังจากความขัดแย้งยุติลง คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ได้มีข้อมติที่ 995 ตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศชั่วคราวขึ้นเพื่อพิจารณาความผิดของบรรดาผู้ที่มีส่วนในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาว Tutsi ในรวันดา

Crimes in the former Yugoslavia

อดีตประเทศยูโกสลาเวีย หรือที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่าสหพันธรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย (The Socialist Federal Republic of Yugoslavia: SFRY) เดิมเป็นประเทศที่กว้างใหญ่ที่สุดในคาบสมุทรบอลข่าน ประกอบไปด้วย 6 รัฐ คือ สโลเวเนีย (Slovenia) โครเอเทีย (Croatia) เซอร์เบีย (Serbia) บอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา (Bosnia-Hezegovina) มอนเตเนโก (Montenego)และมาซิโดเนีย (Macedonia) กับอีก 2 เขตปกครองตนเอง (autonomous region) คือโคโซโว (Kosovo) กับวอยโวดินา (Vojvodina)

ชนวนความขัดแย้งที่ก่อให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ขนานใหญ่ในดินแดนแห่งนี้ก็คือ ความแตกต่างทางชาติพันธุ์และศาสนา ที่แตกต่างกันออกไปเป็น 3 กลุ่มด้วยกันคือ ชาวเซิร์บซึ่งนับถือศาสนาคริสต์นิกายออโธดอกซ์ ชาวโครแอตซึ่งนับถือศาสนาคริสต์นิกายคาธอลิค และชาวสลาฟซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม ความขัดแย้งในดินแดนแถบนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่โบราณในสมัยที่อาณาจักรออตโตมันได้เข้ามาครอบครองเซอร์เบีย โดยชาวเซิร์บมีความรู้สึกว่าพวกตนตกเป็นเหยื่อความรุนแรงของชาวสลาฟและชาวโครแอตเรื่อยมา ดังเช่นในช่วงปี ค.ศ.1939 ได้ปรากฏว่ามีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวเซิร์บไปเป็นจำนวนมาก และในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองรัฐบาลหุ่นเชิดของนาซีเยอรมันในโครเอเทียก็ได้สังหารชาวเซิร์บไปอีกเป็นจำนวนนับแสนคน

ต่อมาเมื่อ จอมพลโจซิพ บรอส ติโต (Josip Broz Tito) ได้ขึ้นปกครองยูโกสลาเวียด้วยระบอบเผด็จการคอมมิวนิสต์ความขัดแย้งดังกล่าวก็ได้ลดน้อยลงไปใน แต่ภายหลังจากการถึงแก่ อสัญกรรมของจอมพลติโตในปี ค.ศ.1980 กอร์ปกับการล่มสลายของโซเวียต ในปี ค.ศ.1991 ส่งผลให้ความตึงเครียดของ 3 เชื้อชาติและศาสนาปะทุขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ยูโกสลาเวียได้ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างหนัก ทำให้สโลเวเนียและโครเอเทียซึ่งเป็นรัฐที่มีเศรษฐกิจดีและเป็นรัฐที่คอยเกื้อหนุนเศรษฐกิจโดยรวมของยูโกสลาเวีย มีความคิดที่จะแยกตัวออกเป็นอิสระเพื่อลดภาระทางเศรษฐกิจของตน ในขณะที่เซอร์เบียและมอนเตเนโกที่มีเศรษกิจที่ไม่ดีกลับมีความคิดที่ต้องการจะรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การสวนทางกันของความคิดดังกล่าวได้ขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ กอร์ปกับกระแสสิทธิมนุษยชนและสิทธิในการปกครองตนเองของระบบเสรีประชาธิปไตยได้หลั่งไหลเข้ามาในดินแดนแห่งนี้ ทำให้เกิดความแตกแยกในพรรคคอมมิวนิสต์ที่ปกครองยูโกสลาเวียอยู่ในขณะนั้นเสียอำนาจปกครองในโครเอเทีย บอสเนีย และมาซิโดเนียไป เป็นผลให้ในวันที่ 29 มิถุนายน ค.ศ.1991 สโลเวเนีย และโครเอเทียได้ประกาศเอกราชจากยูโกสลาเวีย และต่อมาในวันที่ 8 กันยายน ค.ศ.1991 มาซิโดเนียก็ได้ประกาศเอกราชตาม

แต่เพียงสองวันนับจากการประกาศเอกราชของสโลเวเนียสงครามก็ประทุขึ้น โดยกองทัพประชาชนยูโกสลาฟ (Yugoslav People’s Army) ภายใต้การสั่งการของประธานาธิปดี สโลโบดัน มิโลเซวิค ได้เข้าโจมตีสโลเวเนีย สโลเวเนียจึงประกาศสงครามกับยูโกสลาเวีย เซอร์เบีย มอนเตเนโก โคโซโว และวอยโวดินา ซึ่งอยู่ภายใต้ควบคุมของเซอร์เบีย โดยในการทำสงครามนี้ก็เพื่อจุดมุ่งหมายในการแย่งชิงดินแดนให้มากที่สุด และจะได้นำดินแดนที่ชาวเซิร์บครอบครองอยู่อย่างกระจัดกระจายอยู่มารวมเข้าเป็นดินแดนเซอร์เบียประเทศแม่ เพื่อนำไปสู่การเป็น “The Greater Serbia”

ระหว่างการทำสงครามนั้นชาวเซอร์เบียได้นำเอานโยบาย “การชำระล้างเผ่าพันธุ์” (Ethnic Cleaning) มาใช้กับชาวสลาฟและชาวโครแอตในดินแดนโครเอเทีย โดยในการดำเนินนโยบายดังกล่าวชาวเซิร์บได้ขับไล่ชาวมุสลิม และกวาดต้อนไปกักขังในค่ายกักกัน และได้ทารุณกรรมต่างๆนาๆในค่ายกักกันนั้น ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายร่างกายชาวมุสลิมจนพิการ การสังหารด้วยวิธีการอันโหดร้าย เช่น การให้ชาวมุสลิมวิ่งหนีอย่างกระจัดกระจายแล้วยิงคนที่กำลังวิ่งหนีเหล่านั้นหรือการสังหารโดยการสุ่มเรียกชื่อ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าได้มีการตั้งค่ายข่มขืนกระทำชำเรา (Rape Camp) ขึ้น เป็นเหตุให้มีเด็กหญิง และสตรีชาวมุสลิมถูกข่มขืนไปไม่ต่ำกว่า 60,000 คน โดยในจำนวนนี้บางรายถูกข่มขืนจนกระทั่งเสียชีวิต บ้างก็ถูกข่มขืนจนกระทั่งเห็นได้ว่าตั้งครรภ์ นอกจากนี้ในขณะที่ข่มขืนสตรีชาวมุสลิมยังได้มีการบันทึกภาพเพื่อทำเป็นภาพยนตร์ และให้สตรีนั้นๆสารภาพว่าได้ถูกข่มขืนจริง กระบวนการข่มขืนนี้เรียกว่า “Systematic Rape” เป็นเหตุให้สตรีมุสลิมกว่า 25,000 รายตั้งครรภ์ และทารกที่จะเกิดขึ้นนั้นจะไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมมุสลิม กลายเป็นเด็กที่ไม่เป็นที่ต้องการ (unwanted children) และก่อให้เกิดเป็นความด่างพร้อยทางเชื้อชาติ ซึ่งถือได้ว่าเป็นมาตรการที่การทำลายความบริสุทธิ์ทางเชื้อชาติและศาสนาที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง

ภายหลังจากเหตุการณ์สงบลง คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้มีข้อมติที่ 883 ให้จัดตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศชั่วคราวขึ้นเพื่อพิจารณาคดีต่อบุคคลที่ได้กระทำการอันเป็นการละเมิดต่อหลักสิทธิมนุษยชน และหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศในดินแดนอดีตประเทศยูโกสลาเวียนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1991 เป็นต้นมา ซึ่งการดำเนินคดีของศาล ยูโกสลาเวียนี้ยังคงดำเนินอยู่จนกระทั่งในปัจจุบัน