วันนี้ได้มีโอกาสเข้าร่วมการประชุมเรื่องอาเซียนทั้งวัน อาจจะดูยาวนานเพราะว่าใช้เวลาทั้งวันตั้งแต่ 9 โมงเช้า จน 6 โมงเย็นทีเดียว กว่าจะขับรถกลับถึงบ้านอีกก็แทบสลบ
แม้ว่าวันเวลาที่ใช้ไปในวันนี้จะดูยาวนานมาก แต่ทว่าสิ่งที่ผมได้จากการประชุมวันนี้ กลับเป็นเรื่องแปลกใหม่ น่าตื่นเต้น และมันก็เปิดมุมมองด้านอาเซียนในมุมที่แตกต่างออกไปของผมอย่างมากทีเดียว โดยเฉพาะการพิจารณาอาเศียนในเชิงประวัติศาสตร์ เชิงมานุษยวิทยา สังคมวิทยา ซึ่งสำหรับผทแล้ว น่าสนใจมาก
หลังจากวันนี้ซึ่งเป็นวันแรกในการประชุม ผมได้ประเด็นที่น่าสนใจมากมาย ยังเหลืออีกสองวัน ผมขอ Defrag เนื้อที่ในสมอง เพิ่มไปเติมความรู้ในวันพรุ่งนี้ดีกว่า
Wednesday, 28 March 2012
Saturday, 10 March 2012
As a speaker
Last Monday, I had a chance to be a speaker in the Rule of Law Conference at the Grande Center Point Hotel Rachadamri, held by the Human Rights Resource Center (HRRC) and Chulalongkorn University. At this Conference,I had an opportunity to meet and share information and knowledge with many persons,who work in the field of human rights in this country as well as ASEAN region. For example, Prof David Cohen, Mr.Mazuki Darusman, Prof.Madev Mohan, Prof.Amara (Chaiperson of NHRC),Mr Paiboon from NHRC, Mr. Anukul from Patani and Mr. Yod Pawat from Chulalongkorn.
Feel good to meet and share with great persons !
Feel good to meet and share with great persons !
Tuesday, 9 August 2011
Daily life
ชีวิตกว่าหนึึ่งปีในเมืองไทยของผมมันทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนไปค่อนข้างมากนะเนี่ยะ
คงถึงเวลาที่ผมต้องตัดสินใจอะไรบางอย่างจริงๆ แล้ว
Monday, 17 January 2011
Today
ผ่านมาเกือบครึ่งปีแล้วที่ผมได้เดินทางกลับมาประเทศไทย วันนี้ได้นั่งดู FB เรื่องราวความเป็นไปของเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ประเทศสวีเดน ก็เกิดความรู้สึกหนึ่งเกิดขึ้น
เคยมีคนบอกผมว่า อยากจะทำอะำไรก็ทำเถอะ เพราะช่วงเวลาเหล่านั้นที่มันผ่านเข้ามาในชีวิตนั้น มันอาจจะผ่านมาเพียงครั้งเดียวในชีวิตเท่านั้น หากหวังจะรอครั้งหน้า สิ่งนั้นมันอาจไม่กลับมาในชีวิตเราอีกเลยตลอดชีวิต
สองปีที่สวีเดน ถามว่าผมใ้ช้ชีวิตคุ้มไหม อาจตอบได้ว่ามีทั้งคุ้มและไม่คุ้มในเวลาเดียวกัน ผมได้ทำหลายๆ อย่างที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ทำในชีวิตนี้ เรื่องบ้าๆ บอๆ ที่เกิดขึ้นในบางโอกาสคงไม่อาจทำได้หากอยู่ที่เมืองไทย การเดินทางที่มีระยะทางไกลในหลายๆ ประเทศก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมเข้มแข็งในการเผชิญสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง ในสภาพแวดล้อมใหม่ที่แปลกและไม่มีความคุ้นเคยอยู่เลย แม้ว่าผมอาจจะไม่ได้เดินทางไปมากมายหลายประเทศนักเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ แต่ทุกครั้งที่ผมเดินทางก็มีภาพจำที่งดงามในความทรงจำของผมเสมอ ทั้งเรื่องเพื่อนร่วมเดินทางที่น่าจะเรียกว่าเพื่อนร่วมชะตากรรมมากกว่า และเพื่อนใหม่ระหว่างทาง
หากแต่มีอีกหลายสิ่งที่ผมไม่มีโอกาสได้ทำทั้งที่น่าจะทำได้ พอมานั่งตอนนี้จึงเพิ่งเข้าใจและคิดได้ว่า มันผ่านไปแล้วอย่างรวดเร็ว แล้วผมเองอาจจะไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะกลับไปทำเลย
นี่แหละเราจึงต้องอยู่กับปัจจุบัน อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง เพราะเราไม่รู้ว่าพรุ่งนี้อะไรจะเกิดอะไรขึ้น
ผมสัญญานะ ว่าต่อไปนี้ผมจะทำปัจจุบันให้คุ้มค่าที่สุด เพื่อจะได้ไม่ต้องมานั่งคิดว่าทำไม ตอนนั้นเราไม่ทำสิ่งนี้หนอ................
Tuesday, 14 December 2010
ความเจริญรุ่งเรืองของการศึกษาไทย
รู้น้อยว่ารู้มาก เริงใจกลกบเกิดอยู่ใน สระจ้อย
ไป่เคยเห็นชเลไกล กลางสมุทร
ชมว่าน้ำบ่อน้อย มากล้ำ ลึกเหลือ
(โคลงโลกนิติ)
ผมห่างหายไปจากการเขียนเรื่องราวความเป็นไปในชีวิตของผม ตั้งแต่กลับมาอยู่เมืองไทยไประยะหนึ่ง แต่สิ่งที่ปลุกให้ผมต้องลุกขึ้นมาระบายอะไรบ้างวันนี้ ก็คือเรื่องของการศึกษาของบ้านเรา
ก่อนอื่นใด ผมกล้ายอมรับได้เต็มปากว่าโอกาสในชีวิตของผมที่ได้รับการหยิบยื่นเข้ามานั้น ล้วนแต่มีปัจจัยหลายประการ แต่สำคัญประการหนึ่งก็คือการที่เรียกว่าผมได้ภาษาอังกฤษ โลกภายนอกทั้งในประเทศไทย และในต่างประเทศที่ผมได้ไปใช้ชีวิตอยู่มาระยะหนึ่งสอนให้ผมได้รู้ว่า การเรียนรู้ของคนนั้นมันมีประตูอยู่สองบาน ประตูบานแรกก็คือประตูแห่งการรู้ และประตูบานที่สองคือประตูแห่งความเข้าใจ
แต่ก่อน ผมมักได้ยินคนพูดกันเสมอ ว่าเราเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ที่ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศมหาอำนาจตะวันตก สิ่งนี้ทำให้เราอหังการ และถือว่าเราแน่มาก ดังนั้นเมือได้ยินเสียงเปรยถึงมาตรฐานภาษาอังกฤษของคนไทยที่ไม่ใคร่จะสูงนัก เราก็มันจักแย้งเสมอว่าก็เพราะว่าเราไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นฝรั่ง เหมือนประเทศรอบๆ เรา (ผมได้ยินคำแย้งลักษณะนี้บ่อยมาก ในช่วงวัยเด็กของผม)
แต่ปัจจุบันยุคแห่งการล่าอาณานิคมได้จบสิ้นไปแล้ว ยุคแห่งประกาศเอกราช และการสร้างชาติได้ผ่านไปแล้ว มันเป็นยุคแห่งการขับเคลื่อนประเทศชาติไปตามสังคมโลกที่มีพลวัตไปอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การสร้างอัตตาอย่างมากมายในตัวเองที่ว่าเราเก่งกล้าสามารถ ดีกว่าผู้อื่น หรือการเก่งแต่เพียงคนเดียว คงจะอยู่ได้ยากในปัจจุบัน
หากแต่เราจะต้องเดิน หรือวิ่งตามโลกที่เจริญรุดหน้าไปเรื่อยๆ ทั้งวิทยาการและเทคโนโลยี ดังนั้น บทบาทของการศึกษาจึงทวีความสำคัญขึ้นอย่างมาก ซึ่ง ณ ปัจจุบันเราคงไม่อาจปฏิเสธความสำคัญของภาษาโดยเฉพาะภาษาอังกฤษไปได้อีกเช่นกัน เพราะว่าศิลปวิทยาการต่างๆ ตลอดจนการติดต่อสื่อสารที่ต้องอาศัยภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางมีเกิดขึ้นอย่างมากมายมหาศาล
สำหรับประเทศไทยแล้ว เรื่องนี้ก็มีความสำคัญอย่างมากทีเดียว จนกระทั้งเจ้ากระทรวงอย่าง นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศธ. วางแผนที่จะประกาศให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองในการเรียนการสอนทีเดียว ทั้งนี้เนื่องจากเจ้ากระทรวงเห็นว่าการสร้างพลเมืองยุคใหม่ที่เก่ง ดี มีความสุข และที่สำคัญต้องสามารถแข่งขันได้ในสังคมโลก จุดยืนในเรื่องนี้ของกระทรวงจึงควรได้รับการผลักดันอย่างเต็มที่
ผมเห็นด้วยกับจุดยืนดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง
แต่ทว่าสิ่งที่มำให้ผมไ่ม่ใคร่จะเข้าใจก็คือ ในเวลาต่อมา ศธ.ได้ประกาศลดการยกระดับภาษาอังกฤษเป็นเพียงภาษาต่างประเทศ มิใช่ ภาษาที่สองของไทย โดยให้เหตุผลว่า เป็นเรื่องอ่อนไหวต่อความเข้าใจของประชาชน และต่อหน่วยงานต่างๆ ที่จะรับแนวทางไปปฏิบัติ เพราะในทางการเมืองแล้ว การประกาศให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง จะนำไปสู่ความเข้าใจว่าประเทศที่ประกาศตามแนวทางดังกล่าวเป็นประเทศที่เป็นเมืองขึ้น หรือประเทศอาณานิคมมาก่อน
ผมกลับเห็นว่าตรรกะของคนในกระทรวงนี้ดูจะแปลกดีเสียนี่กระไร ไอ้เรื่องไม่เห็นด้วยเรื่องการยกระดับภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองนั้น ผมไม่อาจไปก้าวก่าย เพราะเป็นเรื่องของความคิดเห็นส่วนบุคคล ที่อาจมีเหตุผลส่วนบุคคลที่มเื่อบอกออกมาแล้วอาจได้รับการตอบสนองเป็นการพยักหน้าหรือส่วยหน้า ก็ไม่อาจทราบได้
ก่อนอื่นใด ผมกล้ายอมรับได้เต็มปากว่าโอกาสในชีวิตของผมที่ได้รับการหยิบยื่นเข้ามานั้น ล้วนแต่มีปัจจัยหลายประการ แต่สำคัญประการหนึ่งก็คือการที่เรียกว่าผมได้ภาษาอังกฤษ โลกภายนอกทั้งในประเทศไทย และในต่างประเทศที่ผมได้ไปใช้ชีวิตอยู่มาระยะหนึ่งสอนให้ผมได้รู้ว่า การเรียนรู้ของคนนั้นมันมีประตูอยู่สองบาน ประตูบานแรกก็คือประตูแห่งการรู้ และประตูบานที่สองคือประตูแห่งความเข้าใจ
ประตูแห่งการรู้ คือประตูบานแรกที่เราเปิดรับสิ่งต่างๆ ภายนอก เป็นการที่เราจะเปิดใจรับรู้ และยอมรับสิ่งต่างๆ ภายนอกที่เข้ามา ส่วนประตูแห่งความเข้าใจ ก็คือการเข้าใจในสิ่งที่เรารับรู้ ในสิ่งที่เขาพูด ซึ่งในที่นี่ก็คือความสำคัญของภาษาเพราะว่าหากเราเปิดใจยอมรับแล้ว แต่กลับไม่เข้าใจสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาเลยเพียงเพราะว่าเราไม่รู้ว่าเขาพูดอะไรกัน ด้วยเหตุผลที่ว่าเพราะมันไม่ใช่ภาษาของเรา ดังนั้นความสำคัญของภาษาโดยเฉพาะภาษาอังกฤษซึ่งถือว่าเป็นภาษากลางในการสื่อสารทั่วโลก จึงมีมากนัก
แต่ก่อน ผมมักได้ยินคนพูดกันเสมอ ว่าเราเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ที่ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศมหาอำนาจตะวันตก สิ่งนี้ทำให้เราอหังการ และถือว่าเราแน่มาก ดังนั้นเมือได้ยินเสียงเปรยถึงมาตรฐานภาษาอังกฤษของคนไทยที่ไม่ใคร่จะสูงนัก เราก็มันจักแย้งเสมอว่าก็เพราะว่าเราไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นฝรั่ง เหมือนประเทศรอบๆ เรา (ผมได้ยินคำแย้งลักษณะนี้บ่อยมาก ในช่วงวัยเด็กของผม)
แต่ปัจจุบันยุคแห่งการล่าอาณานิคมได้จบสิ้นไปแล้ว ยุคแห่งประกาศเอกราช และการสร้างชาติได้ผ่านไปแล้ว มันเป็นยุคแห่งการขับเคลื่อนประเทศชาติไปตามสังคมโลกที่มีพลวัตไปอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การสร้างอัตตาอย่างมากมายในตัวเองที่ว่าเราเก่งกล้าสามารถ ดีกว่าผู้อื่น หรือการเก่งแต่เพียงคนเดียว คงจะอยู่ได้ยากในปัจจุบัน
หากแต่เราจะต้องเดิน หรือวิ่งตามโลกที่เจริญรุดหน้าไปเรื่อยๆ ทั้งวิทยาการและเทคโนโลยี ดังนั้น บทบาทของการศึกษาจึงทวีความสำคัญขึ้นอย่างมาก ซึ่ง ณ ปัจจุบันเราคงไม่อาจปฏิเสธความสำคัญของภาษาโดยเฉพาะภาษาอังกฤษไปได้อีกเช่นกัน เพราะว่าศิลปวิทยาการต่างๆ ตลอดจนการติดต่อสื่อสารที่ต้องอาศัยภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางมีเกิดขึ้นอย่างมากมายมหาศาล
สำหรับประเทศไทยแล้ว เรื่องนี้ก็มีความสำคัญอย่างมากทีเดียว จนกระทั้งเจ้ากระทรวงอย่าง นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศธ. วางแผนที่จะประกาศให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองในการเรียนการสอนทีเดียว ทั้งนี้เนื่องจากเจ้ากระทรวงเห็นว่าการสร้างพลเมืองยุคใหม่ที่เก่ง ดี มีความสุข และที่สำคัญต้องสามารถแข่งขันได้ในสังคมโลก จุดยืนในเรื่องนี้ของกระทรวงจึงควรได้รับการผลักดันอย่างเต็มที่
ผมเห็นด้วยกับจุดยืนดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง
แต่ทว่าสิ่งที่มำให้ผมไ่ม่ใคร่จะเข้าใจก็คือ ในเวลาต่อมา ศธ.ได้ประกาศลดการยกระดับภาษาอังกฤษเป็นเพียงภาษาต่างประเทศ มิใช่ ภาษาที่สองของไทย โดยให้เหตุผลว่า เป็นเรื่องอ่อนไหวต่อความเข้าใจของประชาชน และต่อหน่วยงานต่างๆ ที่จะรับแนวทางไปปฏิบัติ เพราะในทางการเมืองแล้ว การประกาศให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง จะนำไปสู่ความเข้าใจว่าประเทศที่ประกาศตามแนวทางดังกล่าวเป็นประเทศที่เป็นเมืองขึ้น หรือประเทศอาณานิคมมาก่อน
ผมกลับเห็นว่าตรรกะของคนในกระทรวงนี้ดูจะแปลกดีเสียนี่กระไร ไอ้เรื่องไม่เห็นด้วยเรื่องการยกระดับภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองนั้น ผมไม่อาจไปก้าวก่าย เพราะเป็นเรื่องของความคิดเห็นส่วนบุคคล ที่อาจมีเหตุผลส่วนบุคคลที่มเื่อบอกออกมาแล้วอาจได้รับการตอบสนองเป็นการพยักหน้าหรือส่วยหน้า ก็ไม่อาจทราบได้
แต่เหตุผลที่ยกว่าการนั้นจะเป็น"การะนำไปสู่ความเข้าใจว่าประเทศที่ประกาศตามแนวทางดังกล่าวเป็นประเทศที่เป็นเมืองขึ้น หรือประเทศอาณานิคมมาก่อน" นี่นะสิน่าคิด เพราะหากการศึกษาของประเทศเราสามารถสอนให้เด็กเข้าใจได้ว่าการเรียนและการรู้ภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่สำคัญมากในปัจจุบัน เป็นเพราะประเทศเราเคยตกเป็นเมืองขึ้นฝรั่งมาก่อนได้นั้น ผมคิดว่าระบบการศึกษาของประเทศไทยมันคงหายนะ ครูอาจารย์คงต้องกลับไปนั่งคิดแล้วหละครับ เพราะมันคงไม่ได้เป็นผลสะท้อนความล้มเหลวจากการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ แต่ยังรวมไปถึงวิชาสังคมศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภาษาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งก็คงหมายถึงความล้มเหลวไม่เป็นท่าของระบบการศึกษาไทย
ดังนั้นการศึกษาของเด็กไทย ที่สอนให้เด็กอยู่ภายในกะลา ก็คงไม่ทำให้เราคิดอะไรได้มากไปกว่า "ในกะลาคือโลกกว้างใหญ่" และระบบการศึกษาไทยก็จะยังคงล้าหลังอยู่อย่างนั้นแหละ
ว่าแต่ว่าผมกลับสงสัยว่า "ทำไมหนอคนใหญ่คนโตที่อายุอานามก็ปาเข้าไป 50-60 ปี ในบ้านเราถึงคิดได้ขนาดนี้"
คำตอบอาจจะยาก เพราะว่าเราไม่อาจเข้าใจปรัชญาการศึกษาอันลึกซึ้งของคนเหล่านั้นได้" หรือไม่คำตอบก็อาจจะง่ายมากเพียง "เพราะว่าระบบการศึกษาของไทยมันคงล้มเหลวมา 50 -60 ปีแล้วกระมังครับ" และกะลาใบนี้มันก็คงเก่าแก่จนผุกร่อน เพราะว่าใช้ตกทอดกันมาเสียหลายยุคหลายสมัยเป็นแน่แท้
ขอสงบนิ่ง ไว้อาลัยให้ระบบการศึกษาไทยสักหนึ่งนาที...............
ดังนั้นการศึกษาของเด็กไทย ที่สอนให้เด็กอยู่ภายในกะลา ก็คงไม่ทำให้เราคิดอะไรได้มากไปกว่า "ในกะลาคือโลกกว้างใหญ่" และระบบการศึกษาไทยก็จะยังคงล้าหลังอยู่อย่างนั้นแหละ
ว่าแต่ว่าผมกลับสงสัยว่า "ทำไมหนอคนใหญ่คนโตที่อายุอานามก็ปาเข้าไป 50-60 ปี ในบ้านเราถึงคิดได้ขนาดนี้"
คำตอบอาจจะยาก เพราะว่าเราไม่อาจเข้าใจปรัชญาการศึกษาอันลึกซึ้งของคนเหล่านั้นได้" หรือไม่คำตอบก็อาจจะง่ายมากเพียง "เพราะว่าระบบการศึกษาของไทยมันคงล้มเหลวมา 50 -60 ปีแล้วกระมังครับ" และกะลาใบนี้มันก็คงเก่าแก่จนผุกร่อน เพราะว่าใช้ตกทอดกันมาเสียหลายยุคหลายสมัยเป็นแน่แท้
ขอสงบนิ่ง ไว้อาลัยให้ระบบการศึกษาไทยสักหนึ่งนาที...............
Friday, 13 August 2010
Mother's Day
ผ่านวันแม่มาหนึ่งวันแล้วครับ แต่เพิ่งมีโอกาสมาเขียนเกี่ยวกับวันแม่ในปีนี้ของผมปีนี้ต่างไปจากปีที่แล้่ว เพราะวันแม่เมื่อปีที่แล้วผมอยู่ที่เยอรมนี กับออสเตรีย เพื่อไปเรียนซัมเมอร์ที่นั่นครับ แต่ปีนี้ผมกลับมาอยู่ที่บ้านของผม ที่นี่ ในประเทศไทย ที่ซึ่งแม่ของผมอยู่ แต่ทั้งนี้ผมก็ไม่ได้อยู่กับแม่ผมในวันแม่อยู่ดี เพราะทุกวันแม่ แม่ผมต้องเดินทางไปทำบุญที่จังหวัดกาฬสินธุ์ และปีนี้ก็เป็นเช่นเดียวกัน
ดังนั้น การแสดงออกของผมในปีนี้กับปีที่แล้วจึงไม่ได้ต่างออกไป นั่นก็คือการโทรศัพท์ไปสวัสดีวันแม่ครับ เช่นที่เคยทำทุกปี ซึ่งต้องใช้ความพยายามมากเช่นทุกปี เพราะที่กาฬสินธุ์ โทรศัพท์ไม่ค่อยมีสัญญาณ ต้องโทรหลายครั้งกว่าจะได้คุยกันก็บ่ายโน่นแหละ
อีกตอนคุยสัญญาณก็กระตุกทำให้เสียงขาดๆ หายๆ เปรียบเสมือนมีอุปสรรคมาขัดขวางเสียนี่กระไร เฮ้อ... สรุปเลยคุยกันได้ไม่กี่ประโยค สัญญาณก็หายไป
แต่ก็นะ ความสำคัญอย่างแรกคงไม่ใช่ว่าเราได้พูดอะไรมากมายกับแม่ หากแต่คือการระลึกถึงและโทรหาท่านมากกว่า เพราะคำพูดที่เราพูดมันก็เหมือนเดิมทุกครั้งไป หากแต่ความตั้งในในการพูดต่างหากที่มันสำคัญ บางคนอาจบอกว่าวันแม่มันคือทุกวัน ไม่จำเป็นต้องเป็นวันนี้ แต่วันนี้ก็เป็นที่มีค่าเพียงพอในการจะเริ่มทำไม่ใช่หรือครับ ดังนั้นใครยังไม่เคย หรือยังไม่ได้ทำ ก็เริ่มได้แล้วครับ
ทุกคนบอกรักแม่หรือยังครับ
Wednesday, 28 July 2010
1 month in Thailand
I have been here in Thailand for one month. 30 days passed...I have many things to manage; daily life, jobs, family affairs and many more.
1 month in Thailand is not a perfect one because I am still on leave and will continue my job next semester (around November), then I have much time to manage somethings new!
What to do next? Now I am looking for new experience form new place, new environment and new colleagues......but it's so hard to find that new one....bored, tried but still not give up.
The good thing here is staying with family and friends, this make me feel good.. thank you for your encouragement......
I will try my best to do it and will try to up to date my situation here in my blog.....
WON'T GIVE UP
K-Jay
Tuesday, 15 June 2010
Sverige: Counting down
เวลาเกือบสองปีในเมืองลุนด์ประเทศสวีเดน ของผมเริ่มนับถอยหลังลงเรื่อยๆ จนกระทั่งวันนี้ เวลาที่นี่ของผมเริ่มเหลือสั้นลงเรื่อยๆ และในทางกลับกันจุดหมายใหม่คือประเทศไทยเริ่มสว่างขึ้นเรื่อยๆ.....
ภาพจำมากมายที่เกิดขึ้นตลอดสองปีในสวีเดน และประเทศต่างๆ ในยุโรป ช่วยเติมเต็มให้ความทรงจำของผมในครั้งที่อยู่ที่นี่แจ่มชัดขึ้น ประสบการณ์ มิตรภาพ และความทรงจำดีๆ มากมายเกิดขึ้นที่นี่ หากทว่าผมจะนำกลับไปด้วย เพื่อย้ำนึกเมื่อคิดถึงที่นี่
หากจะย้อนภาพกลับไปวันแรกในการเดินทางมาเรียนที่สวีเดน ผมจำความรู้สึกนั้นได้ดี การเดินทางไกลมากเพียงลำพังครั้งแรกของผม แม้จะรู้สึกหวั่นอยู่บ้างที่รู้ทั้งรู้ว่าหนทางข้างหน้าไม่ได้ง่ายเลย แต่เมื่อตัดสินใจแล้วผมก็ต้องเดินต่อไปข้างหน้า
คืนวันที่ 22 สิงหาคม 2008 ท่ามกลางญาติพี่น้องที่สนามบินที่มีความปรารถนาดี และมาส่งผม ผมจำบรรยากาศวันนั้นได้ดี โดยเฉพาะเมื่อถึงเวลาที่ผมต้องเข้าไปด้านในแล้ว ตอนนั้นผมคิดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือ "ผมได้ตัดสินใจแล้ว ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ผมก็จะต้องเดินต่อไป ผมหันหลังกลับไม่ได้ ผมต้องเดินหน้าต่อไป" แล้วผมก็เดินเข้าไปภายในโดยไม่ได้เหลียวหลังกลับมามอง เพื่อให้เกิดห่วงอีกเลย
จากวันนั้น ผ่านมาเกือบสองปี ผมได้ทำตามความฝันของผมจนสำเร็จแล้ว สามารถเอาปริญญากลับบ้านไปฝากพ่อแม่ พี่น้องและญาติๆ ได้สำเร็จ
สองปีที่ผ่านมามีความทรงจำดีๆมากมายเกิดขึ้นกับผม
- ความรัก และปรารถนาดี ที่ผมรับรู้และสัมผัสมันได้ จากครอบครัวของผม อาปา อาม้า และพี่ๆ ของผม ที่ต่างปรารถนาดีและเดินทางมาส่งและเป็นกำลังใจให้ผม ตั้งแต่วันแรกของการเดินทางไกลครั้งนี้ ถ้อยคำอวยพรที่เปล่งออกมาก ผมรับรู้ได้ถึงความรักและความปรารถนาดีเหล่านั้น
- ความคิดถึง.....นับจากวันนั้น ผมได้ห่างจากครอบครัวที่ผมรัก คนที่ผมรัก และคนที่รักผมโดยระยะทาง มันทำให้ผมรู้ได้ว่า ความคิดถึงมันคืออะไร
- มิตรภาพ เป็นสิ่งแรกที่ผมได้รับ ตั้งแต่เดินเข้ามารอขึ้นเครื่องๆ น้องๆ หลายคนที่เดินทางในคืนวันนั้น ได้เข้ามาสร้างมิตรภาพที่งดงามกับผม ตลอดปีแรกของการใช้ชีวิตที่นี่ อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่า ชีวิตของผมที่ลุนด์อย่างน้อยในปีแรก ผมก็ได้ได้โดดเดี่ยวที่นี่
- มิตรภาพในต่างแดน ผมได้รับมาอย่างต่อเนื่องจากผู้คนที่นี่ ไม่ว่าจะจากคนไทยที่ใช้ชีวิตที่สวีเดนก็ดี ชาวสวีเดนเองก็ดี หรือแม้แต่บรรดาเพื่อนๆ ที่ต่างคนต่างมาจากหลากหลายที่ ทุกคนต่างสร้างมิตรภาพที่สวยงามและน่าจดจำแก่ผม ทำให้ผมรู้ว่า ผมไม่ได้อยู่เพียงลำพังที่นี่
- ภาพประทับใจ และประสบการณ์มากมายเกิดขึ้นกับผมที่นี่ การเดินทางตลอดสองปีทำให้ผมแกร่งขึ้นกว่าเดิม ทำให้ผมเข้าใจโลกมากว่าเดิม และที่สำคัญทำให้ผมเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นกว่าเดิม
Wednesday, 9 June 2010
Graduated
และแล้วก็จบแล้วครับสำหรับการเรียนที่สวีเดน ผมไม่ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวต่างๆ เป็นเวลานานพอควร เพราะว่ามีเรื่องราวที่ต้องดำเนินการมากมาย ทั้งเรื่องของการสอบวิทยานิพนธ์ การ oppose วิทยานิพนธ์ แล้วก็งานรับปริญญา
สำหรับการไปออพโพส ผมได้ไปค้านวิทยาพิพนธ์ของเพื่อนสนิทของผมเอง ล็อตต้า ซึ่งเขียนเกี่ยวกับสิืทธิของชาวซอมิ ชนพื้นเมืองของประเทศสวีเดน ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี
การสอบวิทยานิพนธ์ของผม ก็ผ่านไปได้ด้วยดี แม้ว่าแดนนี่จะเจอปัญหามาไม่ได้ในนาทีสุดท้ายก็ตาม การออพโฟสโดยโยฮัน ก็เป็นไปโดยราบรื่นครับ
จากนั้นสองวันต่อมาก็ถึงงานวันรับปริญญา ซึ่งเป็นวันสุดท้ายกับการเจอเพื่อนๆ ทุกคน (ส่วนใหญ่) ของชั้นปี
นี่ก็ผ่านมาอาทิตย์นึงแล้วหลังวันรับปริญญา ทุกอย่างเร็วมาก ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี
เกือบสองปีในสวีเดน ผมรู้สึกได้ว่าผมเป็นคนโดยสมบูรณ์แล้วครับ
อยากของคุณเพื่อนๆ ทุกคนที่ร่มแชร์ประสบการณ์ร่วมกัน อาจารย์ทุกท่านที่ทำให้ผมเข้าใจว่าหากผมอยากทำอาชีพนี้ต่อไป ผมต้องใช้ความพยายามมากทีเดียวในการจะเป็นอาจารย์ที่ได้ชื่อว่า อาจารย์ที่ดี ขอบคุณมหาวิทยาลัยลุนด์แห่งนี้ที่ทำให้ผมภาคภูมิใจในการเป็นส่วนหนึ่งของ Juridicum และต้องขอบคุณสบอนเซอร์สำคัญในการเรียนของผมที่นอกเหนือกว่าครอบครัว คือ Raoul Wallenberg Institute และ SIDA สำหรับค่าใช้จ่ายที่ช่วยให้ผมดำรงชีพในสวีเดนอย่างไม่ลำบาก
ขอบคุณจริงๆ
Monday, 24 May 2010
My supervisor
ตอนนี้เพิ่งจะแก้วิทยานิพนธ์ส่งกลับไปให้ที่ปรึกษา เลยนึกว่าไม่เคยได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของผมท่านนี้เท่าไหร่ครับ วันนี้เลยอยากมาเขียนไว้สักหน่อยที่ปรึกษาของผมนี้หากจะเอาไปคุยแล้ว ในแวดวงนักกฎหมายระหว่างประเทศคงอาจไม่รู้จักหรอก เพราะเขาเป็นเหมือนคลื่นลูกใหม่ที่กำลังขึ้นมาครับ เขาชื่อว่า Daniel Kuwali หรือที่เรียกง่ายๆ ว่าแดน หรือแดนนี่ นี่แหละ แดนมาจากประเทศมาลาวีครับ ซึ่ง ณ ปัจจุบันแดนกลับไปมาลาวีแล้ว แต่ผมก็อาศัยเทคโนโลยี่สมัยนี้แหละในการติดต่อกับแดนอย่างต่อเนื่อง
แดนเป็นอาจารย์ใหม่ที่ไฟแรงมากๆ ผมเรียนกับแดน หนึ่งเลคเชอร์ เรื่อง Human Rights Protection in Africa กับหนึ่งคอร์ส Humanitarian Law ครับ
เอาประวัติก่อน
- แดนเพิ่งจบปริญญาเอกจากลุนด์เมื่อปีที่แล้วครับ อาทิตย์หน้าก็จะกลับมารับปริญญา พร้อมมาสอบวิทยานิพนธ์ผมด้วย
- ที่มาลาวี แดนเป็นรองผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายของกองทัพมาลาวี
- อดีตเจ้าหน้าที่งานฝ่ายให้คำปรึกษาทางกฎหมายให้กับการปฏิบัติการขององค์การสหประชาชาติในคองโก
- เคยฝึกงานกับ Amnesty International in the UN Office in New York
- เป็นนักวิจัยของ Danish Institute of Human Rights, Copenhagen
- Marie Curie Researcher at the Grotius Centre of International Legal studies in the Hague, the Netherlands
- Guest Researcher at the Nordic African Institute
- Fellow at the Carr Center for Human Rights Policy, Harvard University
- ผ่านการอบรมจากอีกหลายที่ เยอะมาก
แดนเป็นอาจารย์รุ่นใหม่ไฟแรงครับ แม้ว่าอยู่ถึงมาลาวี แต่ก็สามารถให้ความเห็นและคำแนะนำต่างๆ ให้กับผมดีมากๆ ถือว่าเป็นต้นแบบของอาจารย์ที่ดีในหลายด้านเลยทีเดียว โดยเฉพาะเรื่องทางวิชาการ
แดนทำให้ผมอยากศีกษาหาความรู้เพิ่มเติม เป็นต้นแบบด้านการแสวงหาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่องและไม่หยุดนิ่งครับ
ว่าไป ผมคุยกะแดนน้อยกว่าเขียนอีเมลโต้ตอบกันเสียอีกแฮะๆๆๆ
Subscribe to:
Posts (Atom)