Wednesday, 10 March 2010

Tour de Eiffel

กลับมาเรื่องของปารีสกันสักหน่อย กะว่าจะมาเขียนย่อยๆ เพื่อให้จบเรื่องของปารีส แต่ก็ไม่ค่อยว่างเข้ามาเขียนเลย


วันนี้มีโอกาสดีก็เลยกะว่าจะมาเขียนเรื่องราวของหอไอเฟล หนึ่งในแลนด์มาร์กของกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

หอไอเฟลเนี่ยะถูกสร้างขึ้นมาเพื่องาน World fair ตั้งแต่ปี 1889 สะระตะแล้วก็มีอายุร้อยกว่าปีแล้ว โดยแรกๆ หลักการออกแบบของนาย Gustave Eiffel เนี่ยะ พอสร้างเสร็จประชาชนก็ไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ เพราะมันเหมือนเอาเศษเหล็กมาต่อๆ หันขึ้นไป ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร พอต่อมาถึงได้เอามาใช้ประโยชน์ด้วยการสื่อสารโทรคมนาคม แถมปัจจับันผมคิดว่าประโยชน์หลักของหอไอเฟลคงจะเป็นการท่องเที่ยวนี่แหละ


สำหรับการมาปารีส ไม่ว่าคุณจะอยู่ตรวไหน คุณก็จะมองเห็นหอไอเฟลเสมอ ดังนั้นหากมาปารีส การจะดูหอไอเฟลให้ครบถ้วยทุกมุมนั้น เราอาจต้องเดินทางไปหลายที่เสียหน่อย วันนี้ผมเลยลองเอามาไล่ ให้ดู














มุมจากสะพาน Pont d'lena










มองจากหน้าพิพิธภัณฑ์ลูฟร์









มองจากบนยอด Arc de Triomphe









มองจากลานคองคอร์ด














มองจากEcole Militaire














มองจากลานด้านหน้าฝั่งแม่น้ำแซน














มองจาก Trocadero














มองจากสวน Champ de Mars













มองจากเรือขณะล่องแม่น้ำแซน


เท่าที่ลองไล่มาดูเนี่ยะ เสน่ห์ของหอไอเฟลบางทีมีทันก็ขึ้นอยู่กับโอกาส อากาศ เวลา และสถานที่จริงๆ

Sunday, 7 March 2010

Corridor party

ตั้งแต่เข้ามาอยู่ที่คอร์ริดอร์นี้น่ะ ยังไม่เคยเข้าร่วมคอร์ริดอร์ปาร์ตี้เสียที ครั้งนี้ก็เลยหนีไม่รอดต้องเข้าร่วมกับทุกคนเสียหน่อย


ไอ้ปาร์ตี้เนี่ยะ ทุกคนตกลงกันตั้งแต่เมื่อครั้งผมกลับไปเมืองไทย ดังนั้นหน้าที่ของผมคือแค่รับทราบและปฏิบัติตามเท่านั้น

กลับจากเมืองไทยมา ก็แค่เจอกระดาษแปะเอาไว้ในครัว ว่าจะจัดคอร์ริดอร์ปาร์ตี้ วันที่ 6 มีนาคม 2553

เอาแล้ว แล้วมันต้องทำต้องเตรียมตัวกันบ้างล่ะนี่


ที่นี้ก็เลยต้องนั่งคิดเมื่อครั้งที่แล้ว จำได้ว่าผมกลับมา เจอว่ามีคนนั่งกินเหล้าเบียร์ในครัว บ้าง ในห้องบ้าง ที่สำคัญห้องทุกห้องยกเว้นผม (เพราะเพิ่งกลับมา) ถูกเปิดประตู แล้วแต่ละห้องก็มีคนนั่งไปหมด เลยคิดว่าเอาแล้ว ตายหละ ไอ้คอร์ริดอร์ปาร์ตี้ของสวีดิช เนี่ยะมันจะเหมือนแบบไทยหรือเปล่า เพราะนั่นน่ะแค่กินแล้วก็เม้าท์เท่านั้นเป็นพอ เม้าท์ไม่จบไม่สิ้น


เมื่อวานก่อน ความคืบหน้าก็มาครับ มีกระดาษแปะเพิ่มในครัวว่า สำหรับปาร์ตี้ ทุกคนทำอาหารมากินกัน และที่สำคัญมันแจ้งว่า ให้ทุกคนเตรียมเครื่องดื่ม ไว้ด้วย เพราะว่าจะมี "Tour de Chamber" ??????


ผมแจ้งไปว่าผมจะทำ Noodle Spicy Salad หรือง่ายๆ บ้านเราคือ "ยำมาม่า" 5555+


วันนี้ผมก็ออกไปทำยำมาม่าครับ ตอนแรกว่าจะใส่กุ้งด้วย แต่เอาเข้าจริงเกิดเสียดาย เลยใส่ไปแค่หมูสับกับไส้กรอกไก่ เกิดอาการเสียดายขึ้นมาน่ะครับ



เมนูอื่นๆ เอมิลี่ ทำเกี๊ยวซ่าครับ หรือที่นี่เรียกว่า Fried Dumpling กับหมูผัดเปรี้ยวหวาน พร้อมชาไข่มุกไต้หวัน อิอิอิ


เอมม่า ทำหลายอย่าง เริ่มจากมันฝรั่งต้ม ปลาแฮริ่งทั้งแบบสดไม่ผสมอะไร แบบผสมมัสตาร์ด แบบผสมเครื่องแกง ซึ่งเคยได้ยินสรรพคุณมาเหมือนกันว่ามันเหม็นคาวมาก กับการกินแฮริ่งสดๆ และตบท้ายด้วยเค้กช็อกโกแลต พร้อมวิปครีมและซอสราสเบอร์รี่



พอได้เวลาเสิร์ฟเป็นไปตามคาด บรรดาสวีดิช เหงื่อตกกับยำมาม่าของผมเป็นแถบ เรียกว่าขอทิชชูกันใหญ่ ดีแระให้มันเหงื่อออกกันบ้าง ไอ้ผมก็ดันลืม เพราะดันทำรสชาดซะไทยจ๋าเลย ฮ่าๆๆๆ

อาหารต่างๆ ถูกลำเลียงออกมา โดยเมื่อมาถึงแฮริ่งมมาบอกให้ผมลองอันเป็นแฮริ่งสดๆ โอ้วว สุดยอดคาวเลย แบบใส่ในน้ำมัน คาวมาก แถมพอกินเสร็จต้องกระดกเหล้าตาม แต่แฮริ่งในมัสตาร์ด กับเครื่องแกง รสชาดโอเค ครับ



หลังกาแฟ และขนม เวลาของ Tour de Chamber ก็เริ่มขึ้น เอมม่าอธิบายว่า เป็นธรรมเนียมที่ทุกคนในคอร์ริดอร์จะเข้าไปในห้องของทุกคนทีละห้อง เพื่อไปนั่งเล่นในแต่ละห้อง ส่วนเข้าของห้องก็จะเตรียม Welcome drink ไว้ให้กับทุกคน

โอ้วววว ไม่นะ ผมไม่ชอบให้ใครมาอยู่ในห้อง ยิ่งบรรดาพวกในคอร์ริดอร์ด้วยแล้ว ไม่อยากเลย T_T

เราเริ่มไปที่ห้องเอมม่าก่อน ห้องก็เหมือนกันครับ แต่ต่างออกไปคือการตกแต่ง ที่สะดุดตาที่สุดในห้องนี้ก็คือ มีอ่างอาบน้ำตกแต่งห้องไว้อ่ะ เฮ้อออออ

ห้องทิมเป็นห้องต่อไป ตามด้วยห้องเอมิลี่และอลัน ห้องของโยนัส และปิดท้ายด้วยห้องผม


ผมต้องรับทุกคนด้วย Apple cider และฮอลล์ครับ บอกว่าเป็นไทยแคนดี้ อิอิอิ


พวกเราทัวร์ไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ตอนสองทุ่ม จนถึงเกือบเที่ยงคืนแน่ะ


จากนั้นทุกคนก็ออกไปต่อที่ผับ แต่สามเอเชี่ยน ผม อลัน และเอมิลี่ ขอตัวครับ เหนื่อยแล้ว


สรุปจนตอนนี้ผมเดินกลับมาเข้าห้อง ห้องทุกห้องประตูถูกเปิดอ้าไว้หมด เปิดไฟทิ้งไว้ เหมือนภาพที่ผมเจอเมื่อตอนกลับมาครั้งที่แล้ว


แต่ที่ต่างไป คือครั้งนี้ผมรู้แล้วว่าทำไมทุกคนจึงเปิดประตูห้องไว้อย่างนั้น


สรุปแล้ว ไอ้ Tour de Chamber เนี่ยะมันก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรหรอก ดีเสียอีกที่ทำให้พวกเราสนิทกันมากขึ้น เพราะตลอดวันนี้กว่าหกชั่วโมง ผมได้คุยกับทุกคนในคอร์ริดอร์มากกว่าปีนึงที่ผ่านมาเสียอีก


ดังนั้น ถามตอนนี้ ผมประทับใจไอ้ Tour de Chamber นี่แหละครับ ใครจะเอาวิธีตามสวีดิชธรรมเนียมนี้ไปใช้ก็ไม่ว่ากัน

ป.ล. ผมถามโยนัสที่มาจากสต็อกโฮล์ม มันเองยังไม่เคยรู้เลยว่าสวีดิชมีธรรมเนียมนี้ด้วย เฮ้อๆๆๆๆ สงสัยจะเป็นธรรมเนียมของสกอเน่ ฮ่าๆๆๆ

Friday, 5 March 2010

สัญญา กับความหมายว่าไม่มีลืม

ใครๆ เขาก็ว่ากันว่า เวลาจะรักษาให้จิตใจเราดีขึ้น และจิตใจเราจะหายเป็นปกติในวันหนึ่ง


แต่


เมื่อไหร่ล่ะ ที่มันจะดีขึ้นและหายเป็นปกติ 1 วัน 1 เดือน หรือ 1 ปี


หรือว่าจริงๆ แล้ว ไม่มีทางหรอกที่บาดแผลในใจของคนเราจะหาย


สำหรับผมแล้ว ผมเชื่อเสมอว่า บาดแผลที่เกิดขึ้นในใจเรานั้น มันไม่มีวันที่จะหายไปหรอกหรือแม้แต่บาดแผลกาย


ขึ้นชื่อว่าแผล ก็คือแผล ต่อให้แผลนั้นหายแห้งสนิท จนตกสะเก็ด จนสะเก็ดหลุดไปแล้ว บาดแผลนั้นอาจหายไป หรือไม่ก็เลือนลางไปจนอาจมองไม่เห็นร่องรอยของบาดแผลนั้นเลย


กับคนทั่วไป อาจไม่รับรู้ถึงบาดแผลนั้นของเราเลย ทั้งด้วยสายตา และสัมผัส หากแต่ตัวเราล่ะ.......


สำหรับตัวเราเองนั้น หากมองไปยังตรงนั้นทีไร ความรู้สึกก็จะแปลบขึ้นมาทันใด แม้ว่าร่องรอยบาดแผลไม่เหลืออยู่แล้ว แต่ความรู้สึกในใจ ทำไมมันไม่ได้หายไปตามบาดแผลนั้นเลย


ครึ่งเดือนแล้วที่ฮ็อกกี้ จากผมไป เพื่อนหลายคนอาจแปลกใจว่าทำไมผมไม่เคยพูดคุยกับเพื่อนๆ ถึงฮ็อกกี้เลย หรือหลายคนอาจสงสัย ว่าทำไม่บางครั้งพูดถึงฮ็อกกี้กับผม แล้วผมเพียงแค่รับรู้แล้วเปลี่ยนเรื่องคุยไป







สำหรับคำตอบนี้ สำหรับผม คือ บาดแผลนั้นมันยังไม่แห้งด้วยซ้ำ ดังนั้นอย่าไปคิดถึงขั้นของการไม่มีร่องรอยบาดแผลปรากฎให้เห็นเลย


บางคนอาจคิดว่าเรื่องราวบางเรื่องสามารถที่จะทำใจ และลืมได้ง่าย


จริงครับ ผมเห็นด้วย ว่าเราสามารถลืมเรื่องราวบางอย่างได้ง่าย แต่นั่นเป็นเพราะว่าคุณอยากจะลืมเรื่องราวเหล่านั้นหรือเปล่า ?


สำหรับผมคนเราไม่สามารถลืมเรื่องราวอะไรได้หรอกครับ แต่บางครั้งเราจัดลำดับความสำคัญในชีวิตแล้ว เรื่องราวที่เป็นอดีตเหล่านั้นมันจะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของเรามากนัก เราเลยให้ลำดับความสำคัญของมันลดลงไปกว่าอย่างอื่น เลยดูเหมือนว่าเราลืมมันไป แต่เราลืมมันได้จริงหรือ ?


เวลาจึงไม่ได้ทำให้เราลืมเรื่องราวต่างๆ หรอก ครับ หากแต่เรื่องราวที่เข้ามาในชีวิตเราต่างหาก ที่เบียดบังเอาเวลาแห่งการคิดถึงนั้นไป จนทำให้เราชินชา จนถึงขั้นไม่ได้ฉุกคิดถึงเรื่องราวเหล่านั้นเลย.....


สำหรับผม ณ ปัจจุบัน ผมยังคงต้องปล่อยให้เรื่องราว ต่างๆ เข้ามาในชีวิตของผม เพื่ออย่างน้อย มันจะทำให้ผมไม่ได้มีเวลาไปนั่งคิดถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นมากนัก


เพราะสำหรับผมแล้ว เรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของผม และผมรับรู้ถึงเรื่องราวเหล่านั้นมันมิใช่ความทรงจำครับ แต่มันคือ "สัญญา"

Thursday, 4 March 2010

เหล็กดัด และคาเฟ่ เสน่ห์ของปารีส

หากใครได้เคยเดินทางไปปารีส หรือได้เคยอ่านเรื่องราวของปารีสมาบ้าง คงจะเคยได้ผ่านหูผ่านตามาบ้าง ถึงความสวยงามของอาคารบ้านเรือนในกรุงปารีสโดยเฉพาะในตัวกลางเมืองปารีส



สถาปัตยกรรมที่ผู้ที่เดินทางมาปารีสมักเดินทางชื่นชม ไม่เพียงแต่อาคาร หรือสถานที่สำึัญๆ โบสถ์ หรือหอไอเฟล เท่านั้น แต่เสน่ห์อีกอย่างของกรุงปารีสก็คือ อาคารบ้านเรือนที่เรียงรายอยู่โดยทั่วไป โดยเฉพาะมุมตึกตามหัวมุมแยกถนนต่างๆ มีความสวยงาม น่าตื่นตาทีเดียว





หากมีเวลาสักนิด ได้เดินชมอาคารบ้านเรื่อนในตัวเมืองไปเรื่อยๆ จะเริ่มสังเกตุเห็นสิ่งสวยงามอีกหนึ่งอย่างของปารีส ซึ่งถือเป็นเสน่ห์ของบ้านเรือนในปารีสเลยทีเดียว สิ่งนั้นก็คือ"เหล็กดัด"หรือที่ภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า "กาเต้อ" บ้านเรือนในปารีสจะมีเหล็กดัดอยู่ตามนอกชาน หรือกน้าต่างบ้าน แต่ที่สวยงามกว่าที่อื่นก็คือ แต่เดิมนั้นการจะทำเหล็กดัดจะต้องได้รับการอนุญาตจากรัฐบาล โดยเจ้าของบ้านต้องออกแบบเหล็กดัดของตน ไม่ให้ซ้ำกับที่ได้มีการจดทะเบียนไว้แล้ว ดังนั้นบ้านแต่ละหลังจะมีลวดลายเหล็กดัดที่แตกต่างกันออกไป






และเสน่ห์อีกอย่างของปารีสก็คือคาเฟ่ หรือร้านกาแฟที่เราสามารถพบเห็นได้โดยทั่วไปในเมือง ทั้งนี้แต่เดิมนั้นตอนที่นายโอสมาน ออกแบบผังเมืองกรุงปารีสนั้น เขาออกแบบโดยไม่คิดที่จะให้คนสร้างสร้างบ้านอาศัยในปารีส จะมีก็เพียงตึกอาคารธรรมดาแต่ห้ามอาศัย ต่อมาได้มีการอนุญาต แต่การปรับปรุงเอาตึกมาใช้อยู่อาศัยนั้นใช้ได้แค่การนอนเท่านั้น ดังนั้นในตึกต่างๆ จึงมีแค่เพียงห้องนอน ไม่มีแม้กระทั่งห้องน้ำ คนปารีสจะกลับบ้านก็ต่อเมืองต้องการนอนเท่านั้น ดังนั้นร้านกาแฟ หรือคาเฟ่จึงเป็นที่สำหรับการพบปะ พูดคุย หรือการเข้าสังคมของคนปารีสนั่นเอง ดังนั้นทุก 100 เมตรเราจึงจะพบว่ามีคาเฟ่ตลอด หรือตามหัวมุมตึก จะถูกทำเป็นคาเฟ่ส่วนใหญ่



ในการเดินนชมค่าเฟ่นี้ ผมก็ได้ผ่านไปคาเฟ่หนึ่งที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกับประเทศไทย ที่คนไทยที่มาปารีสต้องมาให้เห็นสักครั้ง คือที่นี่ครับ คาเฟ่ เดอ ลา เปร (Café de la PAIX) ที่นี่เป็นสถานที่ประชุมของเสรีไทยที่ร่วมปฏิบัติการกันในยุโรปครับ






ดังนั้นหากใครได้มาปารีสกันอย่าลืมมาชนเส่ห์อีกสองอย่างของปารีสที่ไม่น่ามองข้ามนะครับ

Monday, 1 March 2010

To Paris with a headache

วันแรกก็ออกเดินทางจากเดนมาร์กไปปารีส การเดินทางของผมก็เจออุปสรรคขนาดใหญ่เลย เพราะว่าหิมะตกหนักที่ลุนด์ กว่าจะออกจากหอได้ ก็ต้องยัดตัวเข้าเสื้อผ้าเสียหลายชั้น แถมที่น่าหนักใจคือปารีสน่ะมันไม่หนาวแล้ว แต่ผมกลับต้องหอบเสื้อผ้าขั้วโลกไปเที่ยวปารีส :(


ดังนั้นกว่าจะเดิน ทางจากห้องไปถึงสถานีรถไฟก็ใช้เวลานาทีเดียว เนื้่องจากเครื่องจะออกจากเดนมาร์กตอนสิบโมง ดังนั้นต้องนั่งรถไฟจากลุนด์ตอนเจ็ดโมงเช้าครับ เช้าจริงๆ เพราต้องเช็คอินตอน 8 โมง


ผมไปถึงสถานีรถไฟก่อนเวลารถไฟแหละครับ แต่ว่าที่สถานีก็มีแต่หิมะน่ะสิครับ ตอนนั้นก็ใจตุ้มๆ ต่อมๆ กลัวว่ารถจะดีเลย์ แต่เห็นที่บอร์ดเวลายังปกติก็โล่งใจ :)







แต่พอใกล้เวลารถไฟมา เจ้าหน้าที่ก็ประกาศว่ารถไฟมาช้า เลื่อนเวลาออกไป 10 นาที พอใกล้ถึง ก็เลื่อนออกไปอีก 10 นาที และแล้วก็ 10 10 10 และ 10 ตามลำดับ สรุปแล้วรถไฟมาถึงก็ปาเข้าไปแปดโมง แถมยังจอดที่ลุนด์อีกเกือบสิบนาที ให้ได้ลุ้นอย่างนี้สิ เฮ้อ







แต่ เอาน่า อย่างน้อยผมก็มาถึงสนามบินตอนแปดโมงห้าสิบ ลงรถไฟปุ๊บก็เร่งฝีเท้าฝ่าหิมะไปเช็คอินทันที พอไปถึง ก็ผงะ เพราะเครื่องบินเลื่อนไปออก 11 โมง ช้าไปชั่วโมงนึง เพราว่ารันเวย์ก็มีแต่หิมะ น้ำแข็งเต็มไปหมด เครื่องบินก็แทบจะดีเลย์กันยกบอร์ดเลย ดังนั้นเลยต้องมานั่งเขียนแผนเที่ยวใหม่





พอ 11 โมง ก็เพิ่งได้ขึ้นเครื่อง แต่เครื่องก็ยังออกไม่ได้ เพราะน้ำแข็งเกาะที่ปีกเครื่อง ต้องไปละลายน้ำแข็งที่ปีกอีก สะระตะแล้วผมถึงปารีสก็บ่ายโมงครึ่งครับ จึงเป็นการเดินทางไปปารีสที่ทรหดมากครับ เพราะใช้เวลาไป 6 ชม ครึ่ง เล่นเอาไมเกรนขึ้น ปวดหัว จนอยากจะนอนให้แล้วให้รอดไป ไม่อยากไปไหนเลย

Paris Trip

กลับมาแล้วครับจากการเดินทางไปยังกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ประเทศที่เป็นเป้าหมายหลักในการไปเยี่ยมเยือนของหลายๆ คน แต่ช่างต่างไปจากตัวผมอย่างมากครับ เพราะว่าปารีสไม่ได้เป็นเป้าหมายในรายชื่อปรเทศที่อยากไปของผมเลย แต่แล้วก็กลับจับพลัดจับผลูได้เดินทางไปประเทศนี้เสีย


ด้วยเหตุที่ไม่เคยอยากไป ดังนั้นการรู้ข้อมูลต่างๆ ของปารีสในสมองของผมเลยน้อยมากๆ เพราะตามที่คิด หากพูดถึงปารีสก็คงนึกถึงหอไอเฟลแหละครับ ซึ่งก็คงถือว่าเป็นสัญลักษณ์สำคัญของกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส


ดังนั้นก่อนไปเพียงไม่กี่วันผมเลยต้องทำงานหนักในการค้นคว้าหาข้อมูลการเดินทางไปปารีสของผม


เอาเป็นว่าง่ายๆ ผมต้องเดินทางไป 4 วัน ระหว่างวันที่ 22 - 25 กุมภาพันธ์ 2553 ครับ


วันแรกก็ออกเดินทางจากเดนมาร์กไปปารีส ก็ได้ไปที่พิพิธภัณฑ์ลูฟครับ เพื่อเป้าไปดูโมนาลิซ่า กับวีนัส เป็นหลัก จากนั้นเดินไปที่ลานคองคอร์ต สถานที่ประหารพระนางแมรี่ และพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เดินต่อไปชองเซลิเซ่ย์ ไปสุดที่ประตูชัย

















วันที่สอง ได้ไปที่สถารทูตไทยในกรุงปารีส เพื่อสัมภาษณ์ท่านทูต ก่อนที่จะไปขึ้นเรือล่องแม่น้ำแซน ไปเยี่ยมอุโมงค์ไดอาน่า วิหารนอเตอร์ดัม










วันที่สาม ไปพระราชวังแวร์ซายน์ กลับมาที่โอเปร่าเฮ้าส์ หอไอเฟล ไปคาเฟ่เดอลาเปร มองมาร์ต






















วันที่สี่ เดินทางกลับแล้วครับ

การเดินทางสี่วัน แม้ว่าจะไม่นานแต่มันได้เปลี่ยนความคิดของผมกับกรุงปารีสไปมากทีเดียว บางทีการมีประสบการณ์ไม่ดีกับคนฝรั่งเศสแค่คนสองคน กลับเกือบทำให้ผมไม่ได้มาเยือนประเทศอีกประเทศที่มีความสวยงามนี้ไปแล้ว


เอาเป็นว่าผมจะค่อยๆ เล่าการเดินทางครั้งนี้ให้ฟังแล้วกันนะครับ

Saturday, 20 February 2010

Responsibility

ระยะเวลากว่าสิบปีที่ผมเลี้ยงดูฮ็อกกี้มา ผมคิดเสมอว่านั่นเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของผมที่จะต้องดูแลหมาตัวนี้อย่างเต็มที่ เต็มความสามารถของผม


มันคือความรับผิดชอบที่ผมสมัครใจที่จะทำ เพราะมันไม่ใช่แค่สัตว์เลี้ยงเหมือนที่คนทั่วไปอาจจะคิดว่า ก็แค่หมาตัวหนึ่ง




หมากับคน คนกับหมา บางครั้งผมอาจที่จะเลือกที่จะอยู่กับหมามากกว่าอยู่กับคน ฮ็อกกี้ไม่เคยทำให้ผมเสียใจ หรือผิดหวังเลย ตรงกันข้ามมันกลับเป็นกำลังใจแรกๆ ที่ส่งมาถึงผม ทุกวันที่ผมกลับถึงบ้าน


ตั้งแต่วันที่ผมรับมันเข้ามาอยู่ร่วมในครอบครัว ผมก็มองว่ามันคือสมาชิกของครอบครัวผม ดังนั้นการสูญเสียมันไปก็เป็นความรู้สึกเหมือนสมาชิกหนึ่งตัวของครอบครัวเราได้จากไปแล้ว


บางครั้งที่แม่ผมเบื่อถึงขั้นบอกว่าให้เอามันไปยกให้คนอื่นไหม ซึ่งก็แน่ว่าคำตอบของผมคือ"ไม่" ผมให้คำตอบกับแม่ผมไปว่า หมาก็เหมือนกับคนแหละ เมื่อเราตัดสินใจที่จะเลี้ยงเขาแล้ว เราก็ต้องเลี้ยงเขา ผมไม่มีวันที่จะเอามันไปยกให้ใครหรอก เราต้องเลี้ยงเขาให้ได้ และให้ได้ดีเท่าที่เราสามารถทำด้วย


บางครั้งเมื่อผมมองตาฮ็อกกี้ ผมรู้ได้ดีว่าฮ็อกกี้เข้าใจผมในทุกๆ เรือง เพียงแค่มันพูดออกมาไม่ได้เท่านั้นเอง แต่สัมผัสที่มันมีให้ผม การเลีย หรือการเอาปากมาดุนมือผมเบาๆ ก็เป็นการให้กำลังใจที่ดีมากแล้วจากฮ็อกกี้


หากมันพูดได้ มันคงถามผมบ้างแหละ ว่าผมหายไปไหน ทำไมไม่มาเจอมันเลย แต่เดือนนึงที่กลับไปผมก็พยายามชดเชยช่วงเวลาที่หายไประหว่างเราเสมอเท่าที่มีโอกาส ผมได้มีโอกาสพามันไปเดินเล่นที่สวนในหมู่บ้าน ได้พามันเดินเล่น พามันวิ่ง ซึ่งมันจะมีความสุขทุกครั้งเพียงแค่เห็นผมหยิบเชือกและโซ่ที่ใช้ล่ามมันเวลาออกไปนอกบ้าน มันคงรู้ว่าเวลาเดินเที่ยวของมันมาถึงแล้ว


ฮ็อกกี้เป็นหมาที่แข็งแรง ภาพที่มันดีใจเวลาเจอผม จะเป็นภาพเดิมๆ คือมันจะเข้ามาด้านหลังและกระโดดเอาขาหน้าทั้งสองข้ามมากอดเอวผมจากด้านหลัง แล้วผมก็ต้องคอยปรามเสมอๆ ว่ารู้แล้วว่าคิดถึง พอแล้วๆๆ หรือการมากัดมือผมย้ำๆๆเล่นไป เพื่อแค่แสดงให้เห็นถึงว่าผมอยู่ตรงนั้นกับมัน ตรงหน้ามันจริงๆ


การกลับบ้านครั้งหน้า คงไม่มีภาพเหล่านี้อีกแล้ว ภาพเหล่านี้คงเหลือเก็บไว้เพียงในความทรงจำของผมเท่านั้น ความทรงจำที่ว่า ครั้งหนึ่ง ผมเคยรักหมาตัวหนึ่งมากเพียงใด และมันรักผมมากเพียงใด.......


และเป็นเหมือนเช่นทุกครั้งที่บทเพลงแค่ได้คิดถึงดังขึ้น ภาพความทรงจำทั้งหลายเหล่านี้จะหมุนเข้ามาให้ผมสัมผัสถึงความผูกพัน และความทรงจำดีๆ ระหว่างเราผุดขึ้นมา


ความรู้สึกของผมตอนนี้มันจุก เหมือนหายใจไม่ค่อยออก มันตื้อไปหมด เหมือนหัวผมไม่ได้รับรู้เรื่องราวต่างๆ เท่าไหร่ เมื่อคืนนั่งรถกลับมาห้องก็ไม่ค่อยรู้ตัวเท่าไหร่ ความรู้สึกตอนนี้ของผมคือความต้องการที่ไม่อาจเป็นไปได้ คือการได้กอดมันสักครั้ง ลูบหัวมันสักครา และบอกลามันสักคำว่า "ลาก่อน" ก่อนที่ร่างมันจะถูกฝังไป แต่มันคงเป็นไปไม่ได้จริงๆ


การจากลาที่เกิดขึ้นกับผมทุกครั้ง มันต่างไปจากหลายๆ คน เพราะเป็นการจากลาที่ผมเผชิญนั้น ผมไม่เคยมีโอกาสแม้กระทั่งบอกลาสักคำเลย


และบทสรุปของเรื่องนี้ ก็ยังคงเป็นเช่นเดิม เหมือนทุกครั้งตามบทเพลงนี้ที่ว่า


"ขอบฟ้าที่เรานั่งมองคราวนั้นยังมีความหมาย
ต้นไม้ลำธารยิ่งมองยิ่งคิดถึงเธอมากมาย
ชีวิตที่มันขาดเธอวันนี้ยังเดินต่อไป
แค่ได้คิดเธอก็สุขใจ และคงคิดถึงเธอตลอดไป"


และก็คงต้องอาศัยเวลาอีกสักพักจริงๆ ที่ผมจะคิดถึงมันได้โดยปราศจากน้ำตาที่ไหลออกมาได้


หลับให้สบายนะฮ็อกกี้


หนุ่ย

Friday, 19 February 2010

Hockey in my memory


ผมบอกเสมอว่าผมไม่ชอบการจากลา.......แต่ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนอนิจจัง มีพบก็มีพราก มีจากก็มีเจอ


วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งในชีวิตของผมที่ต้องยอมรับความจริงของโลกในเรื่องนี้.......การจากลา.......



เมื่อฮ็อกกี้เข้ามาในชีวิตผม

ฮ็อกกี้เป็นสุนัขพันธุ์เกรทเดนของผม ที่นับถึงปัจจุบันมันเพิ่งมีอายุครบ 10 ปีบริบูรณ์ไปเมื่อเดือนที่แล้วนี้เอง หากจะย้อนเวลากลับไปเมื่อสิบปีที่แล้วันแรกที่ฮ็อกกี้เดินเข้ามาในชีวิตของผม วันนั้นผมเดินทางไปที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการ พี่ชายผยผมโทรศัพท์มาบอกว่าตอนนี้ได้ลูกหมาพันธุ์เกรทเดนมาตัวนึง เป็นพันธุ์ผลมระหว่างเยอรมันเกรทเดน กับอเมริกันเกรทเดน สีแดงลูกวัว


ผมตื่นเต้นมากกับการได้สุนัขตัวใหม่ จำได้ว่าก่อนกลับบ้านวันนั้นผมแวะไปซื้ออาหารเม็ดกลับบ้านมาหนึงกระสอบใหญ่ทีเดียว


ฮ็อกกี้...หมาของผม

ฮ็อกกี้เป็นสุนัขเพศผู้ที่มีนิสัยดื้อ ซนมากทีเดียว มีคนเคยบอกว่าสุนัขจะมีนิสัยเหมือนกับเจ้าของคนที่อุ้มมันเข้าบ้านเป็นคนแรก....กับฮ็อกกี้แล้วผมเป็นคนอุ้มมันเข้ามาในบ้านหลังนี้เป็นคนแรก จึงมีหลายคนบอกผมว่าฮ็อกกี้มีนิสัยที่เหมือนผมในหลายๆ มุม ผมก็ไม่รู้หรอกครับว่านิสัยอะไรที่เรามีเหมือนกัน รู้เพียงแต่ว่าฮ็อกกี้เป็นสุนัขตัวแรกที่ผมสามารถพูดได้เต็มปากว่าเป็นหมาของผม เพราะผมต้องรับผิดชอบดูแลมันตั้งแต่เล็ก ผมใช้เวลาประคบประหงมดูแลเอาใจใส่ฮ็อกกี้อย่างเต็มที่เรื่อยมา


ตอนเด็กฮ็อกกี้ไม่ค่อยได้เดิน ได้วิ่งมากนัก เพราะด้วยเนื้อที่บ้านที่จำกัด ทำให้มันเดินไม่สวย เพราะเดินแล้วขาหลังบิด ไม่สง่างาม ผมต้องใช้เวลากว่าหนึ่งปีที่ต้องพามันออกวิ่งออกเดินทุกเช้า จนกระทั่งฮ็อกกี้สามารถเดินได้อย่างสง่างาม





ผมไม่เคยรู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับการดูแลฮ็อกกี้เลย ในทางตรงข้ามผมกลับมีความสุขทุกครั้งที่ได้เล่น ได้พูดจาได้คุย ได้สอน และได้บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ กับมัน หากจะเปรียบแล้วมันเป็นเพื่อนที่รู้ใจผมมากที่สุดเลยทีเดียว


ฮ็อกกี้...หมาขี้ประจบ

หลายครั้งที่ผมกลับบ้านมาด้วยความเครียดจากการทำงาน แต่พอมาถึง การเข้ามาเล่น มากอด มาประจบของฮ็อกกี้ก็ทำให้ผมมีความสุขเสียร่ำไป ซึ่งดูไปนิสัยขี้ประจบ ขี้เล่นนี้อาจตรงกันข้ามกับตัวที่ใหญ่โตของมัน ตั้งแต่เด็กมันเป็นหมาขี้ประจบครับ จำได้ดีว่าตอนเล็กๆ เวลามันร้องไม่ยอมนอนในกรงตอนตีหนึ่ง ตีสอง ผมต้องลงมาเพื่อเปิดกรงให้มันออกมานอนบนตักผมจนหลับไปเสมอๆ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความทรงผมที่สวยงามของผมกับฮ็อกกี้


ฮ็อกกี้...หมาเจ้าถิ่น

ฮ็อกกี้เป็นหมาเจ้าถิ่นที่มักจะชอบอิจฉา และแผ่บารมีอำนาจรังแกเคนจิ เพื่อรักของมันอยู่ร่ำไป เมื่อปีที่แล้วเคนจิได้จากผมและมันไป ฮ็อกกี้ก็ไม่มีหมาที่คอยต่อกรที่ขนาดตัวพอฟัดพอเหวี่ยงไป คงเหลือผมและพี่ชายที่พอจะต่อสู้กับมันได้บ้าง แต่มันก็ออมแรงเวลาสู้กับเรา ไม่เช่นนั้น เราคงได้ล้มคว่ำไปได้เช่นกันแหละ


ฮ็อกกี้กับสัญชาตญาณในการล่า

ฮ็อกกี้เป็นหมาล่าครับโดยสายพันธุ์ แต่ด้วยทีมันถูกเลี้ยงในบริเวณบ้าน ดังนั้นนิสัยนักล่าของมันจึงถูกจำกัดลงไป ฮ็อกกี้กลายเป็นหมาที่ชอบล่าคางคกและตัวเหี้ยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างหลังนี่ ฮ็อกกี้เป็นแชมป์ล่าไปได้หลายตัวทีเดียว แถมเมื่อล่าเสร็จก็จะคาบเอามาอวดผลงานให้เราเห็นด้วยว่ามันเก่งขนาดไหน


ฮ็อกกี้กับศัตรู

ฮ็อกกี้เป็นหมาที่ไม่ค่อยกลัวอะไร แต่สิ่งที่มันกลัวกลับเป็นยุงครับ ฮ็อกกี้แพ้ยุง ดังนั้นเมื่อตกค่ำ พอมียุง มันจะร้องขอเข้ากรงเป็นประจำเลย


ฮ็อกกี้กับการจากลา

ผมจากฮ็อกกี้มาเพื่อมาเรียนที่สวีเดนเมื่อปีครึ่งที่ผ่านมา เป็นเพียงครั้งเดียวที่ผมจากมันมาอย่างยาวนานที่สุด เพราะตลอดเวลาตั้งแต่มันเล็ก ผมอยู่กับมันมาตลอด ปีที่แล้วผมสูญเสียเคนจิไป และผมไม่เคยคิดเลยสักนิดว่าปีนี้ผมจะสูญเสียฮ็อกกี้ไปอีก เพราะเมื่อสองวันก่อน ผมยังเล่นกับมันอยู่เลย แม้ว่าอายุจะมากแต่ฮ็อกกี้ก็ยังมีสุขภาพที่แข็งแรง ยังเป็นหมาขี้เล่นเสมอ จนเราพูดติดตลกว่าสมองฮ็อกกี้ยังคงเป็นเด็กแม้ว่ามันจะแก่เป็นคุณตาแล้ว ดังนั้นประเด็นเรื่องการจากลงไปของฮ็อกกี้จึงไม่ใช่เรื่องที่พวกเราเตรียมตัวสักเท่าไหร่ พวกเราเพียงแต่เตรียมการเรื่องการดูแลมันในวัยที่แก่มากขึ้นเท่านั้น


ฮ็อกกี้กับปัญหาสุขภาพ

ฮ็อกกี้ไม่ค่อยได้ป่วยมากมายอะไร อย่างมาก็เป็นไข้ ซึ่งกินพาราเม็ดสองเม็ดก็หายแล้ว ที่ป่วยมากหน่อยก็คือเป็นพยาธิเม็ดเลือด ซึ่งก็ต้องไปตรวจ กินยา แล้วก็หาย และล่าสุดก็คือเป็นเนื้องอกที่บริเวณรูทวาร ซึ่งผมก็เพิ่งพาไปปรึกษาหมอเรื่องผ่าตัดเมื่อก่อนผมกลับมานี่เอง และวางแผนว่าจะผ่าในช่วงต้นเดือนหน้านี้ แต่มันก็มาจากผมไปเสียก่อน


วันนี้กับฮ็อกกี้

วันนี้เมื่อประมาณสองทุ่มที่สวีเดน หรือตีสองที่ประเทศไทย พี่ผมโทรมาบอกว่าฮ็อกกี้เสียแล้ว ทั้งที่ไม่มีอาการอะไรบ่งบอกเลย เพียงแค่วันนี้มันไม่ยอมทานอะไรเลย แต่มันก็ยังเดิน ยังวิ่ง ยังเห่าปกติ ก่อนเข้ากรงช่วงหัวค่ำ มันยังคงปกติดี แต่พอตกดึกมันก็จากเราไปโดยไม่มีการร่ำลา หรือบ่งบอกอะไรให้เราเลย


ความเสียใจกับการจากไปของฮ็อกกี้

ไม่ใช่ว่าผมไม่รู้สึกเสียใจต่อการจากไปของฮ็อกกี้ ผมเสียใจมาก มันจุกจนบอกอะไรไม่ถูก เพราะคราเคนจิ อาการหลายๆอย่างมันฟ้องให้เราต้องทำใจไว้บ้าง แต่คราวนี้กับฮ็อกกี้มันกระทันหันจริงๆ ผมไม่ได้ชาชินต่อการจากลา หากแต่ผมปลงได้มากขึ้น เพราะช่วงที่ผ่านมา ผมเผชิญหน้ากับการจากลาและการสูญเสียมาหลายเรื่องเหลือเกิน จนผมจำเป็นที่ต้องหันมายอมรับและเผชิญหน้ากับมัน มากกว่าการจะหลีกหนี เพราะนี่มันคือความจริงของชีวิต


ฮ็อกกี้กับวันนี้ของผม

ฮ็อกกี้จากไป เหลือไว้เพียงความทรงจำที่งดงามที่สุดมากมาย อีกทั้งก่อนหน้านี้หนึ่งเดือนในเมืองไทย ผมได้กลับไปเล่นกัยมัน ได้คุย ได้วิ่งเล่นกับมันทั้งๆ ที่ห่างหายกิจกรรมเหล่านี้ไปนาน ซึ่งก็คงทำให้มันมีความสุขอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย แม้ว่าวันนี้ร่างมันจะถูกนำไปฝังใกล้ๆ กับเพื่อนๆ ทั้งหลายของมัน ทั้งไอ้น็อต ไอ้หมี พิกาจู และเคนจิ แต่ภาพของฮ็อกกี้จะยังคงตราตรึงในความทรงจำของผมไปอีกนานเท่านาน


......................................................

หากจะขออะไรสักอย่างเป็นครั้งสุดท้ายให้กับฮ็อกกี้หลับให้สบาย ผมขอให้มันไปสู่ภพภูมิที่ดี หากเกิดมาอีกก็ขอให้อย่าเกิดเป็นหมาอีกเลย ขอให้ได้เกิดเป็นคนอยู่ในครอบครัวที่สมบูรณ์พร้อมพรั่ง ได้มีโอกาสเจริญในพุทธศาสนา และพระธรรมคำสอน เพื่อการพ้นจากปวงสังสารวัฏทั้งหลาย แล้วแล้ววันหนึ่งเราคงจะได้เจอกันอีกครั้งเป็นแน่ฮ็อกกี้เพื่อนรัก

.....................................................

แต่สำหรับผมแล้ว ผมต้องก้าวต่อไปข้างหน้าต่อไป ไม่ใช่ทิ้งความสูญเสียและการจากลงไว้เบื้องหลัง หากแต่ชีวิตผมยังคงต้องเดินต่อ ไม่ได้หยุดไปตามฮ็อกกี้ แต่แม้ว่าร่างกายของฮ็อกกี้จะหยุดเดินไปแล้ว แต่ฮ็อกกี้จะยังคงเป็นเพื่อนรักที่เดินทางไปข้างหน้าพร้อมกับผมตลอดไป


หนุ่ย

Agkung in my memory

หนึ่งเดือนในเมืองไทย นอกจากเรื่องที่สร้างความสุขกายและใจให้ผมแล้ว คงไม่อาจปฏิเสธความจริงประการหนึ่งได้ก็คือ ความสุขนั้นก็ย่อมคู่กับความทุกข์เสมอ

แต่ตามหลักพุทธศาสนาสอนว่า คนเรานั้นควรสุขให้ง่าย และทุกข์ให้ยาก เพราะที่จริงแล้วความทุกข์นั้น เราเพียงแต่เพื่อรู้ว่ามันมีอยู่ก็พอแล้ว แต่คนเราคงต้องใช้เวลาในการฝึกฝนอยู่บ้างเพื่อให้ไปได้ถึงจุดนั้น

ดังนั้นเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาสำหรับผม เอาเป็นว่าคงไม่ใช่สุขกับทุกข์ แต่เป็นสุขกับไม่สุขท่าจะดีกว่า

เรื่องความไม่สุขที่เกิดขึ้นกับผมในช่วงเดือนที่ผ่านมานี้ เป็นเรื่องราวที่ผมอยากนำมาเขียนที่นี่มากที่สุด แต่ยังไม่มีโอกาสได้ทำในชณะที่อยู่ในประเทศไทย วันนี้สบโอกาสดีเลยอยากนำเรื่องราวเรื่องนี้มาบันทึกลงที่นี่ เพื่อจดจำช่วงเวลาที่มีความสุขช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตของผมไว้ที่แห่งนี้

ผมเคยบอกไว้แล้วเช่นกัน ว่าผมนั้นไม่ค่อยชอบการจากลา แต่คนเราไม่สามารถหลีกหนีสิ่งนี้ไปได้หรอกครับ เมื่อเดือนมกราคมผมได้สูญเสีย เพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่งของผมไปอย่างไม่มีวันกลับครับ ผมจึงอยากบันทึกเรื่องราวของเพื่อนคนนี้ไว้ครับ เพื่อระลึกถึง"อั๊ก" เพื่อของผม

หากจะย้อนเวลากลับไป ผมคงต้องย้อนกลับไปราวๆ กลางปี 2547 ที่ผมได้มีโอกาสได้รู้จักเพื่อนคนนี้ เพื่อนที่เข้ามาช่วยสร้างชีวิตชีวา และสีสันให้กับชีวิตของผมได้เกือบ 5 ปี

ผมพบกับอั๊กครั้งแรกที่ Fitness first ครับ เราไปออกกำลังกายกันที่นั่น และวันนั้น เป็นวันที่พวกเราต้องไปเล่นโบว์ลิ่งการกุศลในนามของ Fitness First ตลอดเวลาที่เราไปโยนโบว์ลิ่งกัน ไอ้อั๊กไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากนั่งจิบเบียร์ไปพลาง คุยเล่นไปพลาง




หลังจากนั้นกิจวัตรประจำวันขอองพวกเราก็คือการออกกำลังกายด้วยกันทุกเย็น อย่างต่อเนื่อง จนค่ำ มือ แล้วก็กินข้าวเย็น และในช่วงสุดสัปดาห์มักจะจบกันที่การฟังเพลง ร้องเพลงตามประสา จนกระทั่งผมต้องมาเตตรีมตัวเพื่อมาศึกษาต่อ เราจึงค่อยๆ ลด ละ เลิกกิจกรรมทั้งหลายเหล่านั้นไป แต่เราก็ยังคงติดต่อพูดคุยกันบ้างตามโอกาส และมีความปรารถนาดีให้แก่กันเรื่อยมา

อั๊กในความทรงจำของผม เขาเป็นคนที่ยิ้มแย้ม เป็นกันเองเสมอๆ ผมมักจะพบอั๊กพร้อมกับใบหน้าที่ฉาบด้วยรอยยิ้ม ไม่ว่าจริงแล้ว ภายในจะมีความทุกข์มากเพียงใด

ผมกับอั๊กเราให้คำปรึกษาซึ่งกันและกันในทุกๆ เรื่อง หลายครั้งที่อั๊กมีปัญหา ผมก็รับฟังและให้กำลังใจ และในอีกหลายครั้งที่ผมไม่สบายใจ และมีเพียงแค่อั๊กเท่านั้นสังเกตออกและพูดจาให้กำลังใจผม ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นผมจดจำได้ดีเสมอมา และยังนึกขอบคุณเพื่อนคนนี้ทุกครั้งตลอดมา

ทุกวันเกิดอั๊กผมยังคงโทรศัพท์ไปทักทายเสมอ แม้ว่าผมจะมาอยู่ที่นี่ เมื่อคราปิดเทอมกลับบ้าน ก็ได้คุยโทรศัพท์กันบ้าง ตลอด 5 ปีที่รู้จักกันมีเพียง เมื่อเดือนธันวาคม 2552 เพียงครั้งเดียวที่ผมไม่ได้โทรไปอวยพรวันเกิดเพื่อนรักของผม เพราะเห็นว่าเดือนมากราก็จะได้เจอกันแล้ว เพราะเรานัดกินข้าวกันไว้น่ะ กะว่าครั้งนี้คงจะนัดกันหลายๆ คน เลย เพราะไม่ได้เจอกันนาน ซึ่งก็ได้เคยตกลงกะอั๊กเอาไว้แล้ว

ผมกลับมาเมืองไทยได้สองสามวัน ก็รู้สึกคิดถึงอั๊ก เลยโทรไปกะเซอร์ไพรส์อั๊ก และนัดววันกินข้าวกันสักหน่อ่ย แต่เสียงตอบรับที่ปลายสายกลับเป็นเสียงของผู้หญิง น้าสาวของอั๊กเพื่อนผม ที่ตอบกลับมายังผมว่าอั๊กได้จากไปแล้วเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2553 และตอนนี้ศพตั้งบำเพ็ญกุศลอยู่ที่วัด ในจังหวัดอุดรธานี บ้านเกิดของอั๊ก

ในตอนนั้น ผมบอกไม่ถูกจริงๆ ว่ารู้สึกอย่างไร แต่เมื่อยอมรับความจริงนี้ได้แล้ว เรื่องราวของอั๊กได้สอนให้ผมรู้และเข้าใจในหลายเรื่อง ซึ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ชีวิตคนเราไม่มีอะไรแน่นอน ดังนั้นหากคิดจะทำอะำไร จงอย่าผลัดวันประกันพรุ่ง จงลงมือทำแต่บัดนี้ เพราะเราไม่มีทางจะรู้เลยว่่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น

กว่าหนึ่งเดือนแล้วที่อั๊กจากไป แต่ความทรงจำดีๆ ของผมกับอั๊ก จะยังคงชัดเจนในความรู้สึกและความทรงจำของผมตลอดไป

หลับให้สบายนะ อั๊ก เพื่อนรัก

Back to the origin

วันนี้ผมกลับมานั่งพิมพ์งานอยู่ที่ลุนด์อีกครั้ง หลักจากกว่าหนึ่งเดือนที่ผมเดินทางกลับไปอยู่ที่ประเทศไทย

การเดินทางกลับไปประเทศไทยครั้งนี้ของผมค่อนข้างจะแตกต่างไปจากทุกครั้งที่ผ่านมา มีเรื่องดีมากมายที่เกิดขึ้นในการเดินทางกลับไปครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการไปร่วมงานแต่งงานของพี่สาวเพียงคนเดียวของผม และการได้ไปใช้เวลากับครอบครัวที่ผมไม่ค่อยได้ทำมากนักในช่วงสองปีที่ผ่านมานี้ เพราะต้องอยู่ห่างไกลกัน

อย่างที่ผมเคยบอกไว้ในหลายครั้งแล้วว่า ข้อดีของการต้องห่างกัน ก็คือการเข้าใจความสำคัญของคำว่า"คิดถึง"

หลายครั้งที่เราใกล้ชิดกัน จนเคยชินกับการห่วงหาอาทรที่มีให้กัน จนบางครั้งอาจมองข้ามความสำคัญของสิ่งเหล่านั้นไป เพียงเพราะว่าเราคุ้นชินกับมันจนไม่เห็นคุณค่าของสิ่งนั้น ซึ่งหากเคยได้ยินกันมาบ้าง เขาว่าคนเราจะเห็นคุณค่าของสิ่งนั้นก็ต่อเมื่อได้สูญเสียมันไปแล้ว

แต่สำหรับผม

ผมไม่ต้องการมาเว้าวอน เรียกร้องสิ่งมีค่าทั้งหลายในชีวิต เมื่อถึงเวลาที่ต้องสูญเสียไป ดังนั้น ผมจึงพยายามให้ให้ความสำคัญกับสิ่งเล็กน้อยทั้งหลายที่ผ่านเข้ามา ซึ่งมีคุณค่าในความรู้สึกของผมและคนรอบข้างเสมอ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

หนึ่งเดือนที่เมืองไทย ผมพบรอยยิ้มมากมายจากคนรอบข้าง ผมได้ยินถ้อยคำที่ดีงามมากมายจากผู้คนรอบตัว สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะเป็นกำลังใจ และส่วนสำคัญในการผลักดันให้ผมเดินไปข้างหน้าต่อไป


วันนี้ เวลานี้ ที่นี่ เมืองลุนด์ ประเทศสวีเดน

ความหนาวยังคงปกคลุมไปทั่ว แม้ว่าจะเป็นปลายฤดูหนาวแล้วก็ตาม หิมะที่ปกคลุมไปทั่วเมือง ผสานกับสายลมที่พัดความหนาวเย็นมากระทบผิว ทำให้ผมได้ฉุกคิดว่า ผมควรจดจำภาพและบรรยากาศนี้ไว้ให้ชัดเจนในความทรงจำของผม เพราะไม่รู้ว่าภายหน้าผมจะมีโอกาสได้สัมผัสมันอีกหรือไม่

ความหนาวกายนั้น เสื้อผ้าหนาวๆ คงจะช่วยให้ทุเลาลงไปได้บ้าง แต่จิตใจที่เหงานี้ ไม่เพียงแต่หนาวเท่านั้น แต่มันยังมืดไปเสียทุกทิศทาง.....คงต้องรอให้แสงแดดผ่านลอดออกมาเป็นแสงที่นำให้ผมเดินผ่านพ้นจากจุดนี้ออกไปให้ได้ในเร็ววัน

ไออุ่นของแสงแดดในไม่ช้านี้ คงจะช่วยทุเลาความหนาวกายและใจของผมไปได้ในคราเดียวเสียเป็นแน่