กลับมาแล้วครับ หลังจากที่ห่างหายจากการเขียนบล็อกไปนาน เพราะเหตุผลหลายประการ
เอาน่า อย่างน้อยวันนี้ก็รู้แล้วหละว่ากลับมาแระ
ต่อไปก็จะพยายามอัพเดทเรื่องราว ต่างๆ ให้มากขึ้น ๆ เรื่อยๆ ครับ
Thursday, 22 October 2009
Monday, 21 September 2009
HBD to my DAD
อีกสองวันก็จะถึงวันคล้ายมันเกิดของอาปาแล้วครับ
ปีนี้เป็นอีกปีหนึ่งที่ผมไม่ได้อยู่ร่วมฉลองวันคล้ายวันเกิดของอาปา เพราะการที่ต้องมาอยู่ที่ต่างประเทศ แต่บางครั้งผมก็คิดว่าการมาอยู่ต่างประเทศทำให้ผมได้รู้สึกผูกพันและใกล้ชิดครอบครัวมากขึ้นกว่าการอยู่ในประเทศไทยเสียอีก แม้ว่ากายจะห่าง แต่ทว่าใจกลับตรงข้าม ผมได้สื่อสารกับทุกคนมากขึ้นกว่าการทำงานเป็นบ้าเป็นหลังดังในตอนที่อยู่ในประเทศไทย
ผมได้พูดคุยโทรศัพท์กับครอบครัว ผมโทรศัพท์จากสวีเดนกลับไปประเทศไทยบ่อยครั้งและยาวนานกว่าการโทรศัพท์จากรังสิตกลับไปอ่างทอง
ดังนั้นคำว่า ระยะทางไม่ได้เป็นอุปสรรคในการแสดงออกซึ่งความรัก ความเข้าใจ และการห่วงหาอาทรซึ่งกันและกันเลยครับ
แต่สุดท้ายผมอยากให้อาปา อาม้า และพี่ๆ ทุกคน รักษาสุขภาพนะครับ
หนุ่ย
ปีนี้เป็นอีกปีหนึ่งที่ผมไม่ได้อยู่ร่วมฉลองวันคล้ายวันเกิดของอาปา เพราะการที่ต้องมาอยู่ที่ต่างประเทศ แต่บางครั้งผมก็คิดว่าการมาอยู่ต่างประเทศทำให้ผมได้รู้สึกผูกพันและใกล้ชิดครอบครัวมากขึ้นกว่าการอยู่ในประเทศไทยเสียอีก แม้ว่ากายจะห่าง แต่ทว่าใจกลับตรงข้าม ผมได้สื่อสารกับทุกคนมากขึ้นกว่าการทำงานเป็นบ้าเป็นหลังดังในตอนที่อยู่ในประเทศไทย
ผมได้พูดคุยโทรศัพท์กับครอบครัว ผมโทรศัพท์จากสวีเดนกลับไปประเทศไทยบ่อยครั้งและยาวนานกว่าการโทรศัพท์จากรังสิตกลับไปอ่างทอง
ดังนั้นคำว่า ระยะทางไม่ได้เป็นอุปสรรคในการแสดงออกซึ่งความรัก ความเข้าใจ และการห่วงหาอาทรซึ่งกันและกันเลยครับ
แต่สุดท้ายผมอยากให้อาปา อาม้า และพี่ๆ ทุกคน รักษาสุขภาพนะครับ
หนุ่ย
Wednesday, 2 September 2009
Summer trip 16: Salzburg city: the city of BELLS
ผมเคยเขียนไปครั้งหนึ่งแล้วว่าในตัวเมืองซาลบวร์กเนี่ยะมันจะมีโบสถ์มากมาย ทุกถนนเลย เยอะมาก ดังนั้นทุกตอนเที่ยงระฆังของบรรดาแต่ละโบสถ์ก็จะดังกังวานไปทั่วทั้งเมือง
ทุกวันก่อนได้เวลาพักเที่ยงเสียงสัญญาณเหล่านี้จะแข่งขันกันจนแทบไม่เป็นอันเรียนเลยทีเดียว
ดังนั้น Salzburg is not only the city of music but it also a city of bells, the sound of BELLS.....
ทุกวันก่อนได้เวลาพักเที่ยงเสียงสัญญาณเหล่านี้จะแข่งขันกันจนแทบไม่เป็นอันเรียนเลยทีเดียว
ดังนั้น Salzburg is not only the city of music but it also a city of bells, the sound of BELLS.....
Summer trip 15: Ice-cream
Summer trip 14: Air-Conditioned Bus
ไอ้ตอนที่อยู่ที่ซาลบวร์กเนี่ยะ อากาศที่นี่หน้าร้อนมันร้องตับแลบเลยเหมือนกัน แม้ว่าตอนกลางคืนมันจะเย็นนะ แต่ พอกลางวันนี้แดดเปรี้ยงปร้างมากๆๆๆๆ
ทีนี่ไอ้ตอนนั่งรสบัสไปเที่ยวโน่นนี่นะสิ รถเมืองนอกผมก็ไม่รู้ เพราะสวีเดนบัสจะมีแต่ฮีตเตอร์ ไม่มีแอร์ ก็เลยคาดว่าที่ออสเตรียคงเช่นกัน เพราะนั่งไปไหนต่อไหน เหงื่อตกไปตามๆ กัน บางวันกลับมาถึงขั้นขี้เกลือขึ้นเสื้อเลยทีเดียว
กระทั่งวันก่อนเดินทางออกจากซาลบวร์ก ได้ขึ้นบัสอีกครั้ง เป็นครั้งแรกที่มันเปิดแอร์ครับ โอ้วววว พระเจ้าจอร์จมันยอดมาก กรูมาอยู่สองอาทิตย์ดันเพิ่งมาเปิดก่อนกรูไป เฮ้อๆๆๆๆๆๆ อย่างเซร็ง
ทีนี่ไอ้ตอนนั่งรสบัสไปเที่ยวโน่นนี่นะสิ รถเมืองนอกผมก็ไม่รู้ เพราะสวีเดนบัสจะมีแต่ฮีตเตอร์ ไม่มีแอร์ ก็เลยคาดว่าที่ออสเตรียคงเช่นกัน เพราะนั่งไปไหนต่อไหน เหงื่อตกไปตามๆ กัน บางวันกลับมาถึงขั้นขี้เกลือขึ้นเสื้อเลยทีเดียว
กระทั่งวันก่อนเดินทางออกจากซาลบวร์ก ได้ขึ้นบัสอีกครั้ง เป็นครั้งแรกที่มันเปิดแอร์ครับ โอ้วววว พระเจ้าจอร์จมันยอดมาก กรูมาอยู่สองอาทิตย์ดันเพิ่งมาเปิดก่อนกรูไป เฮ้อๆๆๆๆๆๆ อย่างเซร็ง
Summer trip 13: Hellbrunn Palace and Trick Fountains
เกือบสองอาทิตย์ที่ผมอยู่ีที่ซัลบวร์ก ผมใช้เวลาการอยู่ที่นี่อย่างสุดคุ้มเลยก็ว่าได้
หากว่าใครเดินทางมาที่นี่แล้ว สถานที่ที่ทุกคนต้องไม่พลาดในการไปเยี่ยมชมก็ต้องมีที่นี่แน่นอน ปราสาทเฮลบรุน
สำหรับผมแล้วการเดินทางมาที่เฮลบรุนในรอบสองสัปดาห์ที่อยู่ที่นี่ ผมก็มาสองรอบครับ ว่าแต่อย่างแรกคงต้องหาเหตุผลก่อนว่าการเดินทางมาปราสาทนี้มาเพื่อ? ผมลองหาเหตุผลได้หลายอย่างทีเดียว
ตัวปราสาทสองชั้น ขนาดไม่ใหญ่มาก หากแต่ไม่มีอะไรเลยซิพับผ่า เช่น fish room ในห้องก็มีแต่รูปวาดปลา Horse room ในห้องก็มีแต่รูปวาดม้า โอ้วววว ไม่น่าเชื่อ ว่าใช้เวลาจริงๆ สิบห้านาทีก็เพียงพอแก่การชมจริงๆ
ส่วนน้ำพุเล่นกล น่าจะเป็นไฮไลท์ของที่นี่ เขารับประกันว่าทุกคนสักนิดสักหน่อย คงต้องเปียกเป็นแน่แท้ ผมไปมาสองรอบ ให้ตายซิ เปียกอยู่ดี รอบแรกอ่ะเพราะไม่รู้แกว เราก็เลยไม่ทันระวังตัว แต่อีรอบสองนี่สิ เฮ้อ ดันไปตามสองเจ๊จากเกาหลี ไอ้เราก็รู้แล้วว่ามันจะฉีดน้ำมาแล้ว ต้องรีบ แต่สองเจ๊กลับยืนนิ่งขวางทางซะงั้น เลยต้องร่วมซวยไปด้วยเลย แอบเซ็งจริงเซ็งจัง
ส่วน Casebo ไม่มีไรเลย ก็ศาลาธรรมดา ไม่มีคนมาดูเลย เฮ้อ อุตส่าห์เดินมาตั้งไกลเพื่อดู
หากว่าใครเดินทางมาที่นี่แล้ว สถานที่ที่ทุกคนต้องไม่พลาดในการไปเยี่ยมชมก็ต้องมีที่นี่แน่นอน ปราสาทเฮลบรุน
สำหรับผมแล้วการเดินทางมาที่เฮลบรุนในรอบสองสัปดาห์ที่อยู่ที่นี่ ผมก็มาสองรอบครับ ว่าแต่อย่างแรกคงต้องหาเหตุผลก่อนว่าการเดินทางมาปราสาทนี้มาเพื่อ? ผมลองหาเหตุผลได้หลายอย่างทีเดียว
- ปราสาทนี้อยู่ทางผ่านในการเดินทางไปเทือกเขาอุนเทอร์สเบิร์ก ดังนั้นขากลับต้องผ่านอยู่แล้ว
- ค่าเข้าปราสาทนี้มันรวมอยู่ในซาลบวร์กการ์ดแล้ว
- ปราสาทสีสวยครับ สีเหลื๊องเหลือง
- สวนนำพุกล (Trick fountain) ต้องมาลอง ดูกลไกโบราณในการสร้างกลลวงในสวนน้ำพุแห่งนี้
- ไปแวะชมศาลา the sound of music ในสวนของปราสาทครับ
Summer trip 12: Untersberg Mountain
พอเรียนได้เกือบอาทิตย์แผนการเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์ก็บังเกิดครับ
ผมมีแผนการเที่ยวมากมายที่ต้องดำเนินการในช่วงของเสาร์และอาทิตย์ ทั้งการไป Untersberg Mountain, Hallstatt, Hohensalzburg, และอื่นๆ อีกมากมาย
และที่สำคัญคือการเดินทางในครั้งนี้ก็คือหาเพื่อนร่วมเดินทาง และแล้วเคราะห์ร้ายก็ไปตกกับคนคนนี้ที่ผมหว่านล้อมจะตกหลุมมาร่วมเดินทางกะผมได้ในครั้งนี้ ไม่ใช่ใครครับ ทาคาชิ คูโบตะ เพื่อนชาวอาทิตอุทัยเนี่ยะแหละ
การเดินทางของเราเริ่มขึ้นในเช้าวันเสาร์ หลังจากกินอาหารเช้า เราก็นั่งรถเมล์ไปที่สถานีรถไฟ เพื่อเปลี่ยนสายไปนั่งรถเมล์อีกสายเพื่อเดินทางไปยังเป้าหมายแรกของเราคือ เทือกเขาอุนเทอร์สเบิร์ก อยู่ออกไปจากเมืองซาลบวร์กไม่ไกลครับ
การขึ้นเขานี้ ต้องอาศัยการนั่ง cable car ขึ้นไปแล้วเดินเท้าต่อ ผมก็ไม่ได้หวั่นอะไร จิ๊บๆ
คนมาขึ้นเยอะพอควรเพราะว่าเป็นวันเสาร์ นี่ขนาดมาแต่เช้าแล้ว
หลังจากใช้วิทยายุทธ์แย่งเขากระเช้า ดันได้เข้าเป็นคนสุดท้าย อ๊ะๆๆๆ อย่านึกว่าไม่ดี เพราะของดีมันต้องอันนี้ เพราะว่าเราจะยืนติดประตูสามารถมองเห็นวิวได้ตลอดครับ
หลังจากขึ้นได้สักนิด ก็เป็นอย่างนี้เลย

กระเช้าขึ้นสูงไปเรื่อยๆ มันไม่เสียวหรอก กระทั้งมันมีเสาอยู่พอผ่านเสาที่ตั่งบริเวณหน้าผาไปมันก็เหมือนเป็นแอ่ง กระเช้าจะแกว่งเหมือนเรานั่งชิงช้าสวรรค์ แต่ที่ต่างไปคือ แกว่งอยู่บนเหวเบื้องล่าง บรรดาคนก็กรี๊ดกร๊าด ใจหายไป
นี่เป็นมุมมองที่เมื่อขึ้นมาถึงด้านบน

หลังจากนั้นเราต้องเดินเขาต่อ เพราะเป้าหมายของเราคือ ไม่กางเขนด้านบนโน้นนนน ในภาพอาจมองไม่เห็นหรอกไม้กางเขน กดขยายรูปนี้ดู แล้วคุณจะเห็นความจริง ว่ามันไกลม๊ากกกก แถมตอนที่ถ่ายเนี่ยะผมเดินมากว่าครึ่งทางแล้ว ที่เหลือเนี่ยะ หนึ่งในสามได้
แต่ในที่สุดผมก็มาถึงครับ (แลกกับรองเท้าผ้าใบหนึ่งคู่ที่ไม่สามารถใช้การได้อีกต่อไป เพราะการมาปีนเขาครั้งนี้)
แถมกับได้เก็บภาพวิวอีกนิดหน่อย ก็เลย โอเคครับ จรลีลง เพราะว่าต้องไปที่อื่นต่ออีกหลายรายการ
แต่การเดินทางมาที่เมือกเขานี้ของผมไม่ได้มาแค่ครั้งเดียว เพราะถัดจากครั้งแรก 3 วันเมื่อบิ๊กมาเที่ยวที่นี่(ซาลบวร์ก) ผมก็ขันอาสาเป็นไกด์ ก็พามาที่นี่อีกครั้ง

ครั้งที่สองของการเดินทางมาที่นี่ของผม แตกต่างจากครั้งแรก เพราะว่าเป็นวันธรรมดา ดังนั้นคนเลยน้อย จึงมีโอกาสที่ผมจะได้ชักภาพโดยไม่มีคนในภาพได้

แถมยังโชคดีตรงไปเจอนกเหยี่ยวตามธรรมชาติบนยอดเขาด้วย แต่ได้รสชาติไปอีกแบบครับ
ตามไปดูภาพกันได้ ที่นี่ ครับ
ผมมีแผนการเที่ยวมากมายที่ต้องดำเนินการในช่วงของเสาร์และอาทิตย์ ทั้งการไป Untersberg Mountain, Hallstatt, Hohensalzburg, และอื่นๆ อีกมากมาย
และที่สำคัญคือการเดินทางในครั้งนี้ก็คือหาเพื่อนร่วมเดินทาง และแล้วเคราะห์ร้ายก็ไปตกกับคนคนนี้ที่ผมหว่านล้อมจะตกหลุมมาร่วมเดินทางกะผมได้ในครั้งนี้ ไม่ใช่ใครครับ ทาคาชิ คูโบตะ เพื่อนชาวอาทิตอุทัยเนี่ยะแหละ
การเดินทางของเราเริ่มขึ้นในเช้าวันเสาร์ หลังจากกินอาหารเช้า เราก็นั่งรถเมล์ไปที่สถานีรถไฟ เพื่อเปลี่ยนสายไปนั่งรถเมล์อีกสายเพื่อเดินทางไปยังเป้าหมายแรกของเราคือ เทือกเขาอุนเทอร์สเบิร์ก อยู่ออกไปจากเมืองซาลบวร์กไม่ไกลครับ
การขึ้นเขานี้ ต้องอาศัยการนั่ง cable car ขึ้นไปแล้วเดินเท้าต่อ ผมก็ไม่ได้หวั่นอะไร จิ๊บๆ
คนมาขึ้นเยอะพอควรเพราะว่าเป็นวันเสาร์ นี่ขนาดมาแต่เช้าแล้ว
หลังจากใช้วิทยายุทธ์แย่งเขากระเช้า ดันได้เข้าเป็นคนสุดท้าย อ๊ะๆๆๆ อย่านึกว่าไม่ดี เพราะของดีมันต้องอันนี้ เพราะว่าเราจะยืนติดประตูสามารถมองเห็นวิวได้ตลอดครับ
หลังจากขึ้นได้สักนิด ก็เป็นอย่างนี้เลย
กระเช้าขึ้นสูงไปเรื่อยๆ มันไม่เสียวหรอก กระทั้งมันมีเสาอยู่พอผ่านเสาที่ตั่งบริเวณหน้าผาไปมันก็เหมือนเป็นแอ่ง กระเช้าจะแกว่งเหมือนเรานั่งชิงช้าสวรรค์ แต่ที่ต่างไปคือ แกว่งอยู่บนเหวเบื้องล่าง บรรดาคนก็กรี๊ดกร๊าด ใจหายไป
นี่เป็นมุมมองที่เมื่อขึ้นมาถึงด้านบน
แต่ในที่สุดผมก็มาถึงครับ (แลกกับรองเท้าผ้าใบหนึ่งคู่ที่ไม่สามารถใช้การได้อีกต่อไป เพราะการมาปีนเขาครั้งนี้)
แถมกับได้เก็บภาพวิวอีกนิดหน่อย ก็เลย โอเคครับ จรลีลง เพราะว่าต้องไปที่อื่นต่ออีกหลายรายการ
แต่การเดินทางมาที่เมือกเขานี้ของผมไม่ได้มาแค่ครั้งเดียว เพราะถัดจากครั้งแรก 3 วันเมื่อบิ๊กมาเที่ยวที่นี่(ซาลบวร์ก) ผมก็ขันอาสาเป็นไกด์ ก็พามาที่นี่อีกครั้ง
แถมยังโชคดีตรงไปเจอนกเหยี่ยวตามธรรมชาติบนยอดเขาด้วย แต่ได้รสชาติไปอีกแบบครับ
ตามไปดูภาพกันได้ ที่นี่ ครับ
Summer trip 11: Salzburg: the City of Music
ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งบ้านเกิดของกวีเอกของโลก ไม่ว่าเราจะเดินไปทางไหนในซาลบวร์ก เราก็จะต้องเจอกับดนตรีครับ สมกับชื่อว่า เมืองแห่งเสียงดนตรี
Summer trip 10: Friendship at School
มาเรียนที่นี่ได้สักพักก็เริ่มได้เพื่อนใหม่หลายคนแล้วหละครับ จากหลายประเทศ
แต่เอาเข้าจริง มันก็เหมือนกับชีวิตในลุนด์ เพราะผมกลับสนิทใจในการคบกับเอเชี่ยน และแอฟริกันมากกว่าพวกยุโรปจริงๆ
ดังนั้นเพื่อในก๊วนของผมขณะเรียนก็มีอยู่แค่สี่คนเท่านั้นแหละครับ คือ ผม จากประเทศไทย
คนแรกนี่เลย ทาคาชิ จากญี่ปุ่่น
คนนี้แจสป้า จากแคเมอร์รูน
และนี่ โซลาร์โตจากอินโดนีเซีย
มิตรภาพที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลาแค่สองอาทิตย์ แม้ว่ามันสั้น แต่มันก็น่าจดจำครับ :)
แต่เอาเข้าจริง มันก็เหมือนกับชีวิตในลุนด์ เพราะผมกลับสนิทใจในการคบกับเอเชี่ยน และแอฟริกันมากกว่าพวกยุโรปจริงๆ
ดังนั้นเพื่อในก๊วนของผมขณะเรียนก็มีอยู่แค่สี่คนเท่านั้นแหละครับ คือ ผม จากประเทศไทย
มิตรภาพที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลาแค่สองอาทิตย์ แม้ว่ามันสั้น แต่มันก็น่าจดจำครับ :)
Summer trip 9: the Mozart's festival
นั่งเรียนกฎหมายมาได้แค่วันเดียว โปรแกรมเที่ยวก็เริ่มแล้วครับ อย่างแรกต้องเข้าใจก่อนนะครับว่าที่ซาลบวร์กนี้น่ะ เป็นเมืองที่เป็นบ้านเกิดของคีตกวีเอกของโลก Mozart ครับ และในช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมของทุปีจะเป็นช่วงเทศการ Summer Festival and Music Festival ของที่นี่ ดังนั้นแค่วันแรกของการเรียน โปรแกรมก็เริ่มขึ้นแล้วนั่นก็คือการแนะนำให้พวกเรามาร่วมงานมิวสิคเฟสติวัลที่จัดขึ้น โดยในคืนนี้จะเป็นการฉายภาพการแสดงละครเพลงที่เพลงทั้งหมดแต่ขึ้นโดย Don Giovanni หรือ โมซาร์ท ครับ
ผมกับเพื่อนๆ ก็ได้มาร่วมงานกันครับ ที่แสดงและที่นั่งจัดได้ดีมาก ในภาพจะเห็นจอภาพและด้านหลังก็เป็นปราสาทแหละครับชื่อว่า Hohensalzburg ซึ่งอยู่บนยอดเขา ผมและเพื่อนๆ เข้าไปนั่งเพื่อฟังดนตรีกันอย่างเป็นระเบียบ ผู้คนที่มาเนี่ยะมาฟังกันแบบจริงจังมาก ส่วนผมหูคงไม่ถึง ที่นี่นั่งได้สักไม่ถึงสิบนาที เริ่มอยากลุกกลับโรงแรมมาก แต่ไม่สามารถ เพราะว่าดัดสเออะไปนั่งซะกลางเลย ไม่สามารถของปลีกตัวออกมาได้เลย กระสับกระส่ายอยู่นานว่าจะเอาไงดี ไม่ให้น่าเกลี่ยด เพราะไอ้ทาคาชิ เพื่อนชาวที่ญี่ปุ่นที่นั่งข้างๆ ก็ไม่มีทีท่าว่าจะเบื่อหรืออยากลุกหนีแต่ประการใด
และแล้วเทพยดาก็มาโปรด ฝนห่าใหญ่ตกลงมาโดยไม่ได้นัดหมาย ความโชคดีจึงบังเกิด เพราะคนลุกหนีกัน ผมก็เลยสบโอกาส ขอจรลีละครับท่าน พร้อมกับไอ้ทาคาชิ เพราะมันคงเห็นว่าฝนตก กลับก็ดีเหมือนกัน เพราะพรุ่งนี้ก็มีเรียนแต่เช้า
พอออกมาผมก็เลยได้โอกาสถามมันไปว่า ตกลงไอ้ที่เขาร้องๆ เมื่อกี๊อ่ะ มันภาษาอะไร มันก็บอกว่าไอก็ฟังไม่ออก อ้าวไหงตอบงี้อ่ะ
เลยถามไปอีกว่าก็เห็นฟังซะอินเลย ฝนไม่ตกไม่ลุก มันตอบกลับมาว่าดีแล้วที่ฝนตก เพราะไอจะได้ลุก เพราะเบื่อมาก อ้าววววว+++++
ว่าแล้วผมและเพื่อนๆ ก็เลนเดินกลับโรงแรมกันครับ
และแล้วเทพยดาก็มาโปรด ฝนห่าใหญ่ตกลงมาโดยไม่ได้นัดหมาย ความโชคดีจึงบังเกิด เพราะคนลุกหนีกัน ผมก็เลยสบโอกาส ขอจรลีละครับท่าน พร้อมกับไอ้ทาคาชิ เพราะมันคงเห็นว่าฝนตก กลับก็ดีเหมือนกัน เพราะพรุ่งนี้ก็มีเรียนแต่เช้า
พอออกมาผมก็เลยได้โอกาสถามมันไปว่า ตกลงไอ้ที่เขาร้องๆ เมื่อกี๊อ่ะ มันภาษาอะไร มันก็บอกว่าไอก็ฟังไม่ออก อ้าวไหงตอบงี้อ่ะ
เลยถามไปอีกว่าก็เห็นฟังซะอินเลย ฝนไม่ตกไม่ลุก มันตอบกลับมาว่าดีแล้วที่ฝนตก เพราะไอจะได้ลุก เพราะเบื่อมาก อ้าววววว+++++
ว่าแล้วผมและเพื่อนๆ ก็เลนเดินกลับโรงแรมกันครับ
Subscribe to:
Posts (Atom)