Tuesday, 15 December 2009

Snow

หิมะ.........ในชีวิตผม ตั้งแต่เป็นเด็กเวลาได้เห็นภาพ หรือได้ยินคนพูดถึงหิมะ ก็จินตนาการไปต่างๆ นาๆ คาดว่ามันน่าจะคล้ายกับน้ำแข็งในช่องแช่แข็งในตู้เย็นกระมัง


นิยามของหิมะ ในใจของคนคงไม่ต่างไปจากกันมากนัก คือ ขาว นุ่ม เย็น สะอาด หิมะจึงมักเป็นที่ปรารถนาของหลายๆ คนที่จะได้สัมผัสสักครั้งในชีวิต


ผมนั่งอยู่ในห้องของผม มองลอดหน้าต่างออกไปภายนอก ซึ่งขณะนี้ละอองหิมะค่อยๆ ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าอย่างต่อเนื่อง ความรู้สึกต่อภาพเบื้องหน้าไม่ได้ต่างไปจากการมองสายฝนที่ตกลงมามากนัก แต่สิ่งที่ต่างออกไป คือ ตะกอนที่ตกในใจตอนนี้


หลังฝนตกท้องฟ้าจะสดใส หากแต่หลังหิมะตกท้องฟ้าจะยังหดหู่ อึมครึม หาได้สดใสไปกว่าใจของผมขณะนี้ไม่

Snow is coming

ณ วันและเวลานี้ เมื่อปีที่แล้ว หิมะเริ่มตกไปแล้วในลุนด์ แต่ปีนี้หิมะมาสายกว่าปีที่แล้วครับ

หลังจากที่เกือบสามสัปดาห์ก่อนหิมะตกมาประปรายนิดนึง พอให้รู้ว่าหนาวแล้วผ่านไป ก็เพิ่งมีเมื่อวานนี้เองที่หิมะเริ่มตกอย่างเห็นได้ชัดเจน

แม้ว่าหิมะจะเพิ่งเริ่มตก แต่อากาศที่หนาวมานานประมาณเดือนนึง เห็นจะได้ ก็สร้างอารมณ์ที่หมองเศร้าให้ผมได้มากทีเดียว

ประเทศสวีเดนเนี่ยะเป็นประเทศที่ติดอันดับต้นๆ ที่คนประเทศนี้ฆ่าตัวตาย ซึ่งสาเหตุที่เขาว่ากันส่วนใหญ่มันไม่ใช่เพราะปัญหาสังคมหรอก แต่มันเกิดจากอากาศ สภาพอากาศที่หม่นหมอง ไม่สดใส ครึ้มทั้งวัน ขนาดผมแค่นั่งมองออกทางหน้าต่างยังเหงาจิตตกไปซะงั้นเลย

นี่ขนาดไม่มีสิ่งยั่วยุอย่างอื่นนะ

หากอากาศอย่างนี้ เปิดเพลงเศร้าๆ หน่อยนะ ไม่ต้องพูดถึง น้ำตาเนี่ยะ ไหลพรากๆ ประมาณนักแสดงยังอายเลย แล้วยิ่งมีเรื่องนิดหน่อย หรือดูหนังเศร้านิดหน่อยนี่ ประหนึ่งไปงานฌาปนกิจเต่ากันเลยทีเดียว ดังนั้นหนังต้องห้ามหากไม่อยากร้องไห้เป็นเผาเต่าเนี่ยะมีมากมาย ที่โดนมากับตัวเองนี่เยอะมากกกก โดยเฉพาะ autumn in my heart และ หนีตามกาลิเลโอ แทบหาปี๊บมารองเลย

สรุปมาอยู่ต่างประเทศเนี่ยะจากผู้ชายเข้มแข็ง ดั้นกลายเป็นผู้ชายอารมณ์อ่อนไหวไปได้ซะฉิบ

Friday, 11 December 2009

I can read it, can't you?

I have received a forward mail from my friend entitle "Can you read?". Thia mail contains a article for you to read. It's interesting, so please try to read it carefully....

ถ้าคณุอาน่บทคาวมนี้ได้ คณุมีความคดิที่แขง็แรงพอสวคมรเลยนะ คณุอาน่ได้หรอืเลป่าล่ะ มีแค่ 55 คนจาก 100 เท่านนั้แล่หะที่อาน่ได้



ฉนัไม่อายกจะเชอื่เลยว่า ฉนัเข้าใจสงิ่ที่ฉนักำลงัอาน่อู่ยนี้ มนัเปน็ปฎกราากรณ์ของคาวมคดิของม์ษุยน ผลการศกึาษวจิยัจาก มวหายิทัาลย แบมคิร์จด ก่าลวว่า




มนัไม่สคำญเลยว่าตวัอรัษกเยีรงถตอ้กูงหรอืไม่ในคำคำหนงึ่ มนัสคำญแค่ว่า ตวัอษักรแรกและตวัอษกัรตวัสดุทาย้ของคำ นนั้อู่ยในตนำแห่งที่ถกูตอ้ง ที่เลืหอนนั้มนัจะมวั่ซวั่อ่ายงไร คณุก็อาน่มนัได้อู่ยดี ไม่มีปหญัา




ที่ เปน็อาย่งนี้เราพะคาวมคดิของมษุน์ยนนั้ ไม่ได้อาน่ตวัอษกัรทกุตวัซกัหอน่ย แต่อาน่เปน็คำเตม็ ๆ คำ สดุยอดเลยใช่มยั้ล่ะ...ใช่เลย แต่ยงัไงฉนัก็คดิว่าการสกะดมนัสคำญันะ



Can't you?

Lappland

ก่อนที่การเดินทางไปแลปแลนด์ของผมจะเริ่มขึ้น ขั้นตอนการหาข้อมูลการไปเที่ยวในครั้งนี้ก็ได้เริ่มขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว การไปเที่ยวครั้งนี้เป้าหมายในการเดินทางอาจมี wording หลายคำที่ทำให้ผมต้องทำการบ้านเพื่อให้การเดินทางไปเที่ยวครั้งนี้สำเร็จผลตามที่ตั้งเป้าไว้ครับ

การบ้านแรกของผมสำหรับการเดินทางครั้งนี้คงไม่พ้น "LAPPLAND" ซึ่งผมคงต้องค้นคว้าหาข้อมูลเสียหน่อย


ครั้งแรกที่ผมได้ยินคำว่าแลปแลนด์ ก็ประมาณ 3 ปี ที่แล้วได้ ตอนนั้นผมไม่รู้แม้กระทั่งว่ามันคือที่ไหน มีจริงหรือเปล่าด้วยซ้ำ เพราะผมได้ยินชื่อนี้มาจากซีรี่ส์เกาหลีเรื่อง Snow Queen ผมจำได้เพียงว่าแลปแลนด์เป็นที่อยู่ของราชินีหิมะ แต่มันอยู่ที่ไหน ประเทศอะไร ผมไม่เคยได้รู้มาก่อน แต่จากภาพในละคร เห็นเพียงแต่ว่าแลปแลนด์เป็นดินแดนแห่งสีขาว เพราะว่าเต็มไปด้วยหิมะขาวโพลนไปหมด


กระทั่งผมเดินทางมาที่สวีเดน ผมเริ่มศึกษาเชิงภูมิศาสตร์ของประเทศนี้ แล้วก็ฉุกเห็นว่าดินแดนบริเวณด้านเหนือสุดของสวีเดนนั้นเรียกว่า Lappland ซึ่งในที่นี้จะมีลักษณะคล้ายๆ จังหวัดก็ได้ แล้วมีเมืองอยู่มากน้อยต่างกันไปครับ อย่างที่ผมอยู่นี่เป็นเมืองลุนด์ ในดินแดนทางตอนใต้สุดของสวีเดนที่เรียกว่า สกอเน่ (Skåne)

แต่หารเราจะใช้ search engine หาแล้วเราจะพบว่าดินแดนที่เรียกว่าแลปแลนด์นั้นมีอยู่ทั้งในประเทศสวีเดน ฟินแลนด์ และนอร์เวย์ โดยเป็นดินแดนตอนบนสูงสุดของแต่ละประเทศครับ แต่แลปแลนด์ที่ผมจะเดินทางไปนี้เป็น แลปแลนด์ของประเทศสวีเดนครับ

ดินแดนที่เรียกว่าแลปแลนด์นี้ หากจะย้อนประวัติศาสตร์ไปแล้ว เดิมเป็นดินแดนที่เชื่อมต่อกันทั้งสามประเทศคือสวีเดน นอร์เวย์ และฟินแลนด์ โดยในยุคกลางถือว่าเป็น No man's land ชนพื้นเมืองดั้งเดิมของที่นี่คือชาวซามิ (Sami) ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองของสแกนดิเนเวีย ซึ่งรู้จักกันในชื่อชาวแลปป์ (Lapps)

นั้งจึงคลายความสงสัยไปได้ดีว่า Lappland ก็คือดินแดนของชาวแลปป์ หรือของชาวซามิ นั่นเอง

แต่หากว่าจะค้นคว้าต่อไปเรื่อยๆ ก็จะพบว่าดินแดนที่เรียกว่าแลปแลนด์นั้นนอกจะเป็นที่อยู่ของราชินีหิมะ ตามบทประพันธ์เรื่อง Snow Queen ของ Hans Christian Andersen (1805 - 1875) แล้วยังเป็นบ้านของ ซานตาครอส อีกด้วย (Lapland in Finland)

Next trip to Lappland, Sweden

โปรแกรมการเดินทางไกลครั้งต่อไปของผมออกมาแล้ว ครั้งต่อไปนี้เป็นการเดินทางขึ้นสู่ทางตอนเหนือสุดของสวีเดน ที่เรียกวา "Lappland' ช่วงวันที่ 28 ธันวาคม 2009 ถึงวันที่ 3 มกราคม 2010 ครับ

เป้าหมายการเดินทางครั้งนี้ของผมอยู่ที่การเดินทางไปยังเมือง Kiruna, Swedenเพื่อดูโรงแรมน้ำแข็ง ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังเมือง Narvik, Norway และก็กลับมาที่ Abisko, Sweden เพื่อเข้าสู่เป้าหมายหลักในการเดินทางครั้งนี้ก็คือการดูแสงเหนือ (Northern light, AURORA) ที่นี่ครับ นอกจากนั้นก็คงจะได้มีโอกาสไปนั่งเลื่อนไซบีเรียนฮัสกี้ และการทดลอง Traditional moutain sauna ของ Lappland ครับ

การเดินทางครั้งนี้จะโดยสารรถไฟไปครับ ประสบการณ์การนั่งรถไฟกว่า 20 ชั่วโมงเพื่อไปดูแสงเหนือครั้งนี้ จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง และผมจะประสบความสำเร็จได้ตามเป้าหมายหรือไม่ เดี๋ยวจะกลับมาเล่าให้ฟังครับ

หนุ่ย

My next trip is the trip to Lappland, the northest area of Sweden during 28 December 2009 - 3 January 2010.

The aims of this trip are visiting Ice Hotel in Kiruna, Narvik in Norway and Abisko in Sweden. However, the main objective of this trip is to see the Northern light (Aurora) at Abisko. Moreover, this is a good chance for trying dog-sled and traditional mountain sauna of Lappland.

I will go to Lappland by train, it takes more than 20 hours. I will write about this trip down here soon!

K-Jay

Saturday, 5 December 2009

Similar questions

เนื่องในโอกาสวันพ่อ เลยอยากเขียนต่ออีกนิดหนึ่ง เรื่องคำถามเดิมๆที่ซ้ำซากและน่าเบื่อ


ผมได้เคยพูดคุย และมีโอกาสบอกเล่าแลกเปลี่ยนเรื่องราวความผูกพันในครอบครัวกับเพื่อนๆ น้องๆ อยู่บ้าง เลยคิดว่าอยากเอามาเขียนรวมกันไว้ที่นี่สักครั้ง

  • เคยไหมครับที่เวลาเราอยู่ห่างไกลพ่อแม่ ทุกครั้งที่เราโทรศัพท์กับไปหาท่าน เพราะกลัวท่านเป็นห่วง แต่พอโทรไปเราก็เราเบื่อที่จะต้องตอบคำถามเดิมๆ ทุกวันที่ถามเราว่า กินข้าวหรือยัง? วันนี้กินข้าวกับอะไร? อากาศหนาวไหม? เรียนยากไหม? ใกล้สอบหรือยัง? สบายดีไหม? มีปัญหาอะไรหรือเปล่า? จนบางครั้งลูกๆ รู้สึกว่าที่โทรมาเนี่ยะก็โทรมาไง ไม่โทรมาเดี๋ยวก็ว่าไม่ติดต่อมาเลย โทรมาก็ต้องมานั่งตอบคำถามเดิมๆ ทุกวัน
  • เคยไหมครับที่คุณออกจากบ้านไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ แล้วพ่อแม่โทรศัพท์มาว่าอยู่ไหน? (ก็มากินข้าวกับเพื่อนไง) เมื่อไหร่จะกลับ? (โอ้ยเพิ่งสี่ทุ่มเอง) กลับได้แล้ว.....ค่ำมืดดึกดื่นแล้ว......ฯลฯ จนเรารู้สึกรำคาญ เพราะนี่ขนาดบอกแล้วว่าจะไปไหน เมื่อไหร่ กับใครบอกไปหมดแล้ว ยังโทรอยู่ได้
  • เคยไหมที่เวลาคุยโทรศัพท์กับพ่อแม่อยู่แล้วเบื่อแต่ยังไม่มีโอกาสตัดบท จนกระทั่งมีสายเรียกซ้อนจากเพื่อนโทรมาเม้าท์เล่น เลยได้โอกาสตัดบทกับเลิกคุยกับพ่อแม่ที่มักถามแต่เรื่องเดิมๆ คุยเรื่องเดิมซ้ำไปซ้ำมา ไปคุยกับเพื่อนดีกว่า

ความคิดพวกนี้เคยเกิดขึ้นกับคุณบ้างไหมครับ?


แนวคิดในสังคมปลูกฝังว่าคำถามทุกคำถาม ก็ต้องการคำตอบ ลูกส่วนใหญ่เลยคิดว่าคำถามซ้ำซากเหล่านี้จากพ่อแม่ เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบแบบซ้ำซากเช่นกัน


คำถามซ้ำซากเดิมๆ ที่ถามลูก สำหรับผมแล้วมันไม่ใช่คำถามเลยครับ หากแต่มันคือข้อความแสดงความห่วงใยของพ่อแม่ที่มีต่อลูกเท่านั้น ว่าลูกกินอิ่ม นอนหลับ สบายดีไม่ป่วยไม่ไข้ใช่ไหม บางครั้งคำถามที่ออกมาจากความรู้สึกนั้นก็ไม่ต้องการคำตอบหรอกครับ เพราะหากจะแปลความหมายของคำถามซ้ำซากเหล่านั้นออกมามันคงจะแปลออกมาได้ความหมายเดียวเท่านั้น คือ "พ่อแม่รักและเป็นห่วงลูกนะ"


หากแต่ลูกเสียอีกเคยแปลความหมายของคำตอบซ้ำซากที่ตอบออกไปยังพ่อแม่บ้างไหม ว่ามันคำตอบซ้ำซากเดิมๆ นั้นมีความหมายว่า "ผม/หนู ก็รักและเป็นห่วงพ่อแม่เหมือนกัน" หรือเปล่า?

Today is the Thai National Father day, so I want to write one more thing about "the similar boring questions"

I have ever had chances to share and exchange some experience regarding the family affairs with friends. I would like to write them down here.

  • Have you ever questioned that everyday why your parent always ask you the boring questions such as how are you?, have you had brakefast, lunch or dinner yet? and you have to answer the similar thing everyday?
  • Have you ever gone outside for the party with your friend and before midnight you parent call you for asking you that where are you now? when will you come back? and you have to answer that I am at the party and it gonna be over soon, don't worry?
  • While you are calling with you parent and suddenly your friend call you, then you finalize answering the same answer to your parent and then talk to you friend. Have you ever done like this?
Have you ever throught and done like this?

The educational system always teach us that every question requires the answer. Then similar questions of you parent always require the answers from you, similarly.

In my opinion, some kinds of question do not require the answer. Such questions from your parent do not require you to answer because all of those questions mean "I love you".

Thus, I would like to ask you as a son/daughter that have you ever meant your similar answers that you answer to your parent as "I love you too"?

Friday, 4 December 2009

Happy Thai National Father Day

วันนี้เป็นวันพ่อแห่งชาติครับ สุขสันต์วันพ่อครับทุกคน โดยเฉพาะพ่อของผม ปีนี้ก็ขอให้ท่านมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงตามวัยครับ


พอดีเป็นโอกาสวันพ่อ วันนี้ก็เลยอยากเขียนอะไรเกี่ยวกับพ่อของผมเสียหน่อย


เมื่อวันอังคารได้ดูรายการตีสิบ ช่วงคลิปที่นำเสนอคลิปชื่อว่า "พ่อครับ" หลายคนที่ดูอาจจะมีความรู้สึกจุกเหมือนผม เพราะว่ามันสะท้อนความเป็นจริงในสังคมออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบเลยก็ว่าได้






ผมเลยอยากให้ทุกคนที่ได้ดู ใช้เวลาสักนิด เพื่อคิดถึงตัวเองว่าเคยกระทำอะไรในลักษณะนี้บ้างหรือไม่ อย่างน้อยหากคิดได้ว่าเคยทำแล้ว ก็หวังว่าจะได้คิดและแก้ไขกันบ้างนะครับ


"พ่อ" สำรับผมนั้น เป็นคำที่ยิ่งใหญ่นะครับ เพราะไม่ใช่เพียงเป็นผู้ที่ให้กำเนิด


ผมเติบโตขึ้นมาโดยการดูแลเอาใจใส่อย่างดีจากพ่อและแม่ของผม หลายคนอาจพูดกันว่าพ่อแม่คือผูให้กำเนิด ที่สำหรับผมแล้วทั้งสองท่านไม่ใช่เป็นเพียงผู้ให้กำเนิด หากแต่เป็นผู้สร้างชีวิต และช่วยประคับประคองให้ชีวิตของผมเติบโตขึ้นมาจนถึงวันนี้ จากวันที่ผมเองไม่สามารถแม่แต่จะยกหัวขึ้นมามองโลกใบนี้ได้ด้วยตนเอง ต้องอาศัยแขนของทั้งสองท่านประคอง จนวันนี้ที่ผมสามารถยืนมองโลกนี้ได้ด้วยตนเองอย่างเต็มภาคภูมิ แต่ทั้งสองท่านก็ยังคงยืนอยู่ข้างๆ เฝ้ามองลูกคนนี้ตลอดเวลา


พ่อแม่ปรารถนาดีต่อเรา เป็นห่วงเป็นใยและคอยเฝ้าดูประคับประคองเราตลอดมาตั้งแต่เด็กจนทุกวันนี้ แต่พอเราโตขึ้น เริ่มคิกว่าสามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเองไม่จำเป็นต้องอาศัยร่มเงา หรือความช่วยเหลือจากพ่อแม่ อีกต่อไป หลายคนกลับมองว่าสิ่งที่ท่านทำให้คุณมาตั้งแต่เด็กอย่างต่อเนื่อง มา ณ วันนี้มันกลายเป็นสิ่งที่น่ารำคาญไปเสียนี่.... ในทางกลับกัน หากพ่อแม่คิดเหมือนคุณว่าการดูแลคุณเป็นเรื่องน่าเบื่อน่ารำคาญ มันคงจะมีวันที่คุณจะได้มายืนเชิดหน้าชูคอแกร่งกล้าอย่างทุกวันนี้หรอก


ยิ่งชีวิตวัยรุ่นด้วยแล้ว เป็นช่วงวัยหนึ่งที่ทุกคนอาจมองข้ามคนที่ยืนมองอยู่ข้างๆ คนที่นั่งรออยู่ที่บ้านทุกวันหลังเรียนเสร็จ หากแต่กลับไปให้ความสำคัญกับเพื่อน แฟน หรือใครก็ไม่รู้ที่ไม่เคยแม้แต่จะเอื้อมมือมาประครองเราตอนที่เราล้มเมื่อเริ่มหัดเดิน......


ผมเองก็เคยมองข้ามสิ่งเล็กๆ ที่มันมีความหมายใหญ่หลวงนี้ไปเช่นกัน หากแต่ยังดีว่า วันนี้ผมได้กลับมามองและได้ให้ความสำคัญอย่างมากกับสิ่งที่ครั้งหนึ่งผมเคยมองข้ามไปและจากวันนั้นผมได้ปฏิญาณกับตัวเองไว้ว่า นับจากนี้ชีวิตทั้งหมดที่เหลือของผม ผมจะทำทุกอย่างอย่างเต็มที่เพื่อพ่อแม่ และครอบครัวของผม


จนทุกวันนี้ ผมยังคงเดินตามคำปฏิญาณนั้นเรื่อยมา และอยากบอกว่าผมรักอาปา อาม้า นะครับ และก็คิดถึงทุกคนมากด้วย

Friday, 20 November 2009

Presentation

วันนี้ผ่านไปแล้วครับสำหรับการพรีเซนต์ของผมและเพื่อนๆ ในกลุ่ม กว่าจะผ่านไปได้ก็ต้องอาศัยความพยายามกันมากว่าอาทิตย์หนึ่งในการเตรียมตัว เนื่องจากว่าเนื้อหาที่ต้องนำสเนอเนี่ยะมันไม่ได้ใกล้ตัวเลยสักนิด

เรื่องที่วันนี้ผมนำเสนอก็คือเรื่อง Judicial review of legislation: Constituional model ดูแค่ชื่อเรื่องก็งงแล้ว ขนาดผมเองเป็นคนทำงานนี้เองยังงได้โล่เลย กว่าจะรู้เรื่องว่าได้นี่คืออะไร แถมเนื้อหาทั้งหมดของโมเดลนี้ก็เป็นนวัตกรรมอันสวยงามของอเมริกันชนอีกต่างหาก ดังนั้นยากมากในการที่จะไปเข้าใจฝรั่งตาน้ำข้าว


แต่เอาเป็นว่าวันนี้จะลองอธิบายไอ้เรื่องนี้เป็นภาษาไทยสักนิดหน่อยแล้วกัน เพราะอันที่จริงประเทศไทยเราก็เอาระบบนี้ไปปรับใช้เหมือนกัน

แนวคิดหลักของ constitutional model เนี่ยะก็คือการที่ศาลมีอำนาจในการที่จะพิจารณาว่ากฎหมายที่ฝ่ายบริหารออกมาเพื่อบังคับใช้เนี่ยะมันขัดรัฐธรรมนูญหรือเปล่า หากศาลสรุปว่ากฎหมายฉบับนั้นๆ มันขัดรัฐธรรมนูญ กฎหมายนั้นก็จะนำมาบังคับใช้ไม่ได้ ตามโมเดลนี้ในประเทศอเมริกา ศาลทุกศาลมีอำนาจในการพิจารณาเรื่องนี้ได้ (ต่างจากในอีกหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยที่ประเด็นของการขัดรัฐธรรมนูญนั้นจะพิจารณาโดยศาลพิเศษ หรือเฉพาะเท่านั้น บ้านเราก็คือศาลรัฐธรรมนูญไง)


ประเด็นในเรื่องนี้ก็คือ เกิดปัญหาว่าการออกกฎหมายเป็นอำนาจฝ่ายบริหาร แต่การพิจารณาการขัดรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจตุลาการ ดังนั้นการเมืองจึงสามารถเข้ามาเกี่ยวข้องกับศาลได้ ในอเมริกาจึงเกิดการขัดกันของทางปฏิบัติสองทองคือ ศาลจะพิจารณาเรื่องนั้น หรือศาลจะไม่เข้าไปแทรกแซงดี (Judicial activism versus judicial restraint)

ในประเทศอเมริกา ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ศาลมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องการเมือง ดังนั้นศาลจะไม่พิจาณาแทรกแซงพร่ำเพรื่อ จะเข้ามาแทรกแซงเฉพาะกรณีที่สำคัญจำเป็นจริงๆ เพราะศาลมองว่าเป็นเรื่องทางการเมือง (the concept of judicial restraint)

แต่อย่างไรก็ดีใน Brown case, 1954 US Supreme Court ก็กลับคำพิพากษาบรรทัดฐานที่วางมาโดยการวินิจฉัยว่าเรื่องการขัดรัฐธรรมนูญนี้เป็นเรื่องการพิจารณาว่ากฎหมายที่ออกมานั้นเป็นไปตามบทบัญญัติของรัญธรรมนูญหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องว่าเป็นประเด็นทางการเมืองของฝ่ายบริหารและตุลาการ ดังนั้นหลัง Brown case ศาลในอเมริกาจึงเดือนตามแนวคิดที่ว่าศาลควรเข้าแทรกแซงเพื่อพิจารณาประเด็นการขัดรัฐธรรมนูญ (the concept of judicial activism)


ซึ่งหากประเปรียบเทียบกับประเทศไทยแล้ว ไทยเองก็รับเอา Constitutional model มาจากยุโรป โดยมีรูปแบบของ German model ซึ่งจะมีศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาการขัดรัฐธรรมนูญ

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้


หวังว่าจะเข้าใจกันบ้างนะครับ

Wednesday, 11 November 2009

Busy life

การเีรียนในปีที่สองของผมที่สวีเดน ตอนแรกคิดว่าคงสบายๆ ไม่ยุ่งยากมากมายอย่างปีแรก แต่สองเดือนผ่านไปมาจนวันนี้ กลับเห็นได้ว่ามันหนักกว่าปีแรกเสียอีก


ในเทอมนี้ผมต้องเรียนอีก 4 วิชา ตอนนี้เสร็จไปแล้วสองวิชา คือ Humanitarian Law และ Human Rights and Disabilities เหลืออีกสองวิชาที่กำลังเรียนตอนนี้ คือ Procedure Law of Human Rights in National and International Law และ Legal Writing and Research แล้วในเทอมสุดท้ายก็เหลือการเขียนวิทยานิพนธ์อีกหนึ่งอย่าง แต่เอาเป็นว่าตอนนี้การเข้าห้องเรียนของผมก็ใกล้จบเต็มที่แล้วครับ แต่การเขียนวิทยานิพนธ์นี่สิ อีกยาวไกล :(



แต่เอาน่า สู้โว้ย!!

Thursday, 22 October 2009

กลับมายืนที่เดิม

กลับมาแล้วครับ หลังจากที่ห่างหายจากการเขียนบล็อกไปนาน เพราะเหตุผลหลายประการ


เอาน่า อย่างน้อยวันนี้ก็รู้แล้วหละว่ากลับมาแระ


ต่อไปก็จะพยายามอัพเดทเรื่องราว ต่างๆ ให้มากขึ้น ๆ เรื่อยๆ ครับ