Tuesday, 5 January 2010

Traditional mountain sauna

การเดินทางไป Lappland ครั้งนี้ทราบอยู่แล้วครับว่าพวกผมจะต้องไปซาวน่าต้นตำรับที่นั่น และที่สำคัญการซาวน่าเนี่ยะมันเป็น naked sauna แต่ก็นะครั้งหนึ่งในชีวิตที่เราจะได้เรียนรู้ถึงวัฒนธรรมของคนสวีเดน

เคยมีคนถามว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราอยู่สวีเดนนานแล้ว และมีคนกล่าวตอบว่า เมื่อคุณสามารถแก้ผ้าอบซาวน่ากับคนที่คุณไม่รู้จักหรือรู้จักได้อย่างเป็นปกติ ดังนั้นหลังจาด กลับจาก Lappland ผมก็สามารถกล่าวได้ว่าทั้งผมและเพื่อนๆ ร่วมเดินทางครั้งนี้ทั้ง 7 คนคงอยู่สวีเดนมานานกันแล้วจริงๆ 555+

ทันทีที่เข้าพักที่ Abisko hostel คุณลุง Elian housekeeper ก็เข้ามาถามพวกเราเกี่ยวกับการเข้าซาวน่าในรอบค่ำของวันนี้มีว่าพวกเราจะเข้าไหม วันนี้ฝ่ายหญิงทั้งสามปฏิเสธการเข้าซาวน่า ดังนั้นฝ่ายชายทั้ง 4 คนก็เลยต้องเข้าไปสัมผัสกันก่อนเลย ในวันแรกซึ่งจะเริ่มขึ้นอีกประมาณ 2 ชั่วโมงนี้

ห้องซาวน่าของที่นี่อยู่ที่อาคารอีกหลัง เป็นอาคารชั้นเดียวอยู่ถัดจากบ้านสามชั้นที่ใช้เป็นที่พัก เดินออกจากประตูบ้าน ฝ่าหิมะมานิดเดียวก็ถึงอาคารที่เป็นสถานที่ซาวน่าแล้ว ซึ่งมองไปข้างบนจะพบว่ามันอยู่ตรงกับห้องพักของเรามากเลย โอ้วแม่เจ้า.......

น้องที่ได้ไปอบิสโก บอกผมว่าที่นั่นไม่ต้องกังวล เพราะในห้องมืด มีเทียนแค่สองเล่มเองที่ช่วยจุดประกายความสว่าง เฮอๆๆๆๆ

ทันทีที่ถูกต้อนเข้ามาในห้องแรก ลุงเอลีออน ก็บอกให้พวกเราทั้งสี่คนไปนั่งโต๊ะที่วางเทียนไว้ ส่วนที่เหลืออีก 5 คนก็นั่งอีกฝั่งซึ่งไม่มีเทียน แล้วก็แจ้งให้ทุกคนถอดเสื้อผ้าออกให้หมด ๖คิดแล้วก็เจ็บใจ ไหงว่าไม่สว่าง ไอ้เทียนเนี่ยะสองเล่มก็จริงแต่มันสว่างนะ แถมลุงให้แก้ผ้าหน้าเทียนอีก อารามตกใจนิดหน่อย ทุกคนซึ่งเป็นหน้าใหม่ทั้งหมดก็ปลดปลื้องพันธนาการแห่งแฟชั่นแฃะความหนาวออกหมดทุกชิ้นเดินหน้าเรียงตัวรับผ้าขนหนูผืนเล็กจากลุง เข้าประตูไปยังห้องซาวน่าด้านใน

ทันทีที่เข้ามาด้านในก็มีเตาไฟสำหรับเผาก้อนแร่ และยกพื้นอีกด้านเป็นที่นั่ง ดังนั้นเป้าหมายแรกก็คือการจับจองที่นั่งที่ (ตอนนั้น) คิดว่าเป็นมุมอับแสงที่สุดแล้วนั่งส่วนเสียงต่อมาจากลุงก็คือ ผ้าที่ให้นั้นสำหรับรองนั่ง ไม่ได้สำหรับปิดบัง กรุณาเอาไปรองนั่งบัดนาว ตอนนี้สภาพทุกคนเลยนั่งอายม้วนบิดไปมามีเพียงผ้าหนึ่งผืนรองก้นมิให้ร้อนเมื่อยามกระทบกับพื้นไม้

จากนั้นลุงซึ่งตอนนี้ก็ยืนเปลือยอยู่ก็ผสมน้ำอุ่นให้ทุกคนเพื่ออาบก่อนเริ่มซาวน่าอยู่ ก็เริ่มให้ผู้ร่วมชะตากรรมแต่ละคนเดินเปลือยออกไปด้านหน้าแล้วก็อาบน้ำถูสบู่ทีละคนๆๆๆๆ จนครบแล้วการซาวน่าจึงเริ่มขึ้นด้วยการเอาน้ำราบก้อนแร่ที่วางบนเตาไฟ อุณหภูมิในห้องซาวน่านั้นประมาณ 60 องศา เมื่อเหงื่ออกได้ที่ลุงก็ไล่ให้ทุกคนออกไปด้านนอกเพื่อรับไปเย็นที่ -30 ถึง-25 เพื่อปิดรูขุมขน แล้วก็กลับเข้ามาซาวน่าใหม่ สลับไปมาอย่างนี้ รอบต่อมาผมก็ได้ไปลองกลิ้งกับหิมะแบบเนื้อแนบหิมะทั้งตัวก่อนเข้ามาซาวน่าใหม่ โอ้วจอร์จมันยอดมากกกก

ทำวนไปเรื่อยๆ จนหนำใจแล้วก็ต้องอาบน้ำเปล่าอีกครั้ง ก่อนออกกลับไปห้องได้ ถือเป็นการเสร็จขั้นตอนการซาวน่าครับ ครั้งนี้ผมได้ซาวน่าไปวันแรกกับวันสุดท้ายครับ จนคิดว่าการนั่งต่อหน้าคนโดยปราศจากอาภรณ์ก็ไม่ได้น่ากลัวหรือน่าอายมากมายอย่างที่คิดเลยนะครับ นี่แหละครับคนเราที่มักจะคิดอะไรไปในทาง negative เสมอๆ อย่างน้อยการได้เรียนรู้วัฒนธรรมนี้ของชาวซามิ ก็ทำให้ผมได้ประสบการณ์มากมาย อย่างน้อยก็กลายเป็นคนที่อยู่สวีเดนมานานแล้ว เพราะเริ่มไม่ได้กระดากมากมายแล้วครับ ฮะๆๆๆๆ

ป.ล. อีกนิดที่ผมลงเล็บไว้ว่าตอนนั้นผมคิดว่าด้านที่ผมนั่งน่ะมันเป็นมุมอับแสง ทำให้คนนั่งตรงข้ามอาจมองไม่ค่อยเห็น ในที่สุดแล้วผมก็ได้ไปทดสอบแล้วว่า ที่จิงมันสว่างเท่ากันแหละครับ ฮา....

สรุปว่าไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ เห็นจุดยุทธศาสตร์ครบถ้วน เข้าตำราพิชัยสงครามที่ว่ารู้เขารู้เรา รบร้อยคครั้งชนะร้อยครั้งเลย ฮ่าๆๆๆๆ

Fjord

การเดินทางครั้งนี้เป้าหมายที่สำคัญอีกประการหนึ่งของผมก็คือการได้ดูฟยอร์ดระหว่างเส้นทางจากคิรูน่าไปยังนาร์วิก









ไอ้คำว่าฟยอร์ดเนี่ยะจำได้คลับคล้ายคับคาว่าได้ยินมาตั้งแต่สมัยเรียนเรื่องโลกของเราตอนที่อยู่ ม.3 ตอนนั้นอาจารย์สอนว่าแถบประเทศสแกนดิเนเวีย โดยประเทศนอร์เวย์นั้นมีขอบประเทศแบบเว้าแหว่งเรียกว่าฟยอร์ด ไอ้ตอนนั้นก็เด็ก และนานมามากแล้ว เลยจำไม่ค่อยได้แล้วว่าสงสัยขนาดไหนว่าไอ้ฟยอร์ดเนี่ยะหน้าตามันเป็นอย่างไร ซึ่งถ้าให้นั่งรำลึกในวันนี้ก็คิดว่าคงสงสัยไปไม่ต่างไปจากคำอื่นๆ ในวิชานี้ไม่ว่าจะเป็นทุ่งหญ้าฮาวาน่า ทุ่งหญ้าสเต็ป มั้ง



ดังนั้นเมื่อการเดินทางในครั้งนี้ต้องผ่านไปยังนอร์เวย์ก็จึงถือเป็นโอกาสอย่างดีในการที่จะดูเสียหน่อยว่าไอ้ฟยอร์ดเนี่ยะ หน้าตาเป็นยังไง



การเดินทางเพื่อดูฟยอร์ดครั้งนี้ ผมต้องเดินทางโดยการนั่งรถไฟออกจาก Kiruna C ไปที่ Narvik Stn รถไฟออกตอน 0930 แต่ก็ตื่นกันเช้ามาแต่งตัวเตรียมอาหารการกิน ประหนึ่งจะไปปิกนิคกันประมาณนั้นเลยทีเดียว


เช้านี้รถไฟที่คิรูน่ามาช้าออกไปสัก 15 นาที ซึ่งไม่นานเท่าไหร่ถ้าจะเทียบกับที่เมื่อวานที่ช้าไปเกือบ 2 ชั่วโมง แถมเช้านี้หิมะก็ตกอยู่อย่างต่อเนื่อง พวกเราต้องเดินฝ่าหิมะเพื่อโบกมือลาคิรูน่า เมืองแห่งสโนว์บอลล์กันแล้ว ไม่รู้ว่าในชีวิตจะมีโอกาสกลับมาเยี่ยมเยือนเมืองนี้กันอีกหรือเปล่า แต่นี่แหละคือปรัชญาสำคัญในการเที่ยวของผมที่ว่า "ควรจากมาอย่างเสียดาย ให้รู้สึกอยากกลับมาอีกสักครั้ง" ซึ่งผมใช้ปรัชญาการเที่ยวอย่างนี้ของผมตลอดมา....


รถไฟฝ่าหิมะจากคิรูน่า มุ่งหน้าสู่นาร์วิก ในขณะที่ผู้โยสารเช่นพวกผมจับจองโบกี้สุดท้ายของขบวน เพื่อเปิดปาร์ตี้ กินข้าวและเม้าท์อย่างเมามัน ก่อนที่รถไปจะได้เข้าสู่พรมแดนของประเทศนอร์เวย์


ทันทีที่เข้าสู่ประเทศนอร์เวย์ทัศนียภาพสองข้างทางก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นภูเขาหินสีดำตัดกับหิมะที่ปกคลุมสีขาวตลอดทาง ดีที่พวกเราจับจองที่นั่งและหน้าต่างกันแล้ว ดังนั้นจึงเป็นการง่ายมากที่จะเปิดหน้าต่างและชักภาพที่สวยงามตลอดทางสู่นาร์วิก

รถไปวิ่งไปเรื่อยๆ ผมเริ่มเห็นแล้วหละว่าไอ้ฟยอร์ดเนี่ยะหน้าตามันป็นแบบไหน





ผมเริ่มต่อสู้กับความหนาวเย็นเบื้องนอกด้วยการเก็บภาพสวยงามเบื้อหน้าทั้งโดยกล้องและตา อย่างต่อเนื่อง






ความสวยงามและยิ่งใหญ่ของฟยอร์ดที่รถไฟวิ่งผ่าน แม้ว่าจะเป็นเพียงส่วนน้อย แต่มันก็ยิ่งใหญ่สำหรับคนเราผมหนึ่งคนที่ได้ส้มผัสมันด้วยสายตาของผมคู่นี้


ภาพสวยงามของฟยอร์ดที่ถ่านมาได้อาจไม่สวยงามนักเพราะว่าต้องถ่ายขณะที่รถไฟวิ่งไปเรื่อยๆ แต่ภาพของฟยอร์ดที่ผมบันทึกไว้ด้วยตาของผมยังคมชัดและสวยงามเสมอ.......





Monday, 4 January 2010

Lappland Trip

กลับมาแล้วครับ กลับมาถึงลุนด์ตั้งแต่เมื่อวาน เป็นการเสร็จสิ้นภารกิจสำคัญครั้งหนึ่งในชีวิตในการเดินทางไปเที่ยวที่ Lappland โดยไปทั้งหมด 3 เมืองหลักๆ คือ Kiruna, Narvik and Abisko


การเดินทางครั้งนี้มีเรื่องราวและภาพจำมากมายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าทกครั้งที่ผมต้องระหกระเหินเดินทางไกลไปเที่ยว ต่างตรงที่ครั้งนี้เดินทางไปเป็นกลุ่มครับ ก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบ แบบสนุกสนาน จากเดิมที่เดินทางคนเดียวจะเป็นแบบอินกับมิวสิควีดีโอ ประมาณเหงา เศร้าๆ เคล้าน้ำตา ประหนึ่งคนหนึ่งคนที่ต้องเดินทางท่องไปในโลกกว้างเพียงลำพัง ส่วนครั้งนี้ดูเหมือนมีพรรคพวกซึ่งเป็นการสร้างอำนาจต่อรองที่ดูท่าจะมีน้ำหนักมากขึ้นมากทีเดียว เพราะครั้งนี้กลุ่มเราเดินทางกันไปทั้งสิ้น 7 คน ครับเหล่า Björnทั้งหลาย ทั้ง Björn ผู้พี่ (ผมเอง) Björn ผู้น้องทั้งหก ได้แก่ Björnแข็งแรง Björnอ่อนแรง Björnขี้อิจฉา Björnบ้าตัวเลข BjörnฺBB และ Björnฤๅษี ฮ่าๆๆ


ตามตำราการท่องเที่ยวของผมแล้วการเที่ยวแต่ละครังต้องให้เกิดภาพจำ เพราะเราจะได้จดจำการเดินทางครั้งนั้นได้ตลอดไป และหวนระลึกได้ทุกครั้งที่อยาก






หลังจากการท่องเที่ยวครั้งนี้เสร็จสิ้น สำหรับผมภาพจำที่เกิดขึ้นกับผมมีมากมาย เพราะหากถามผมตอนนี้ว่าการเที่ยวที่ไหนหิวที่สุด หนาวที่สุด นั่งรถถึงที่สุด การเดินทางที่แต่งตัวจัดที่สุด เยอะที่สุดและอึดอัดที่สุด และทำกิจกรรมได้มากที่สุดภายในวันที่มีแสงแดดน้อยแค่ 4 ชั่วโมง ผมก็คงนึกถึงทริปนี้แหละครับ ผมได้ทำกิจกรรมมากมายทั้ง dog sledding, snowmobiling, trekking, skiing, traditional moutain sauna, visiting Ice Hotel, chatting, cooking and etc...





ดังนั้นคงเป็นอีกหนึ่งการเดินทางในชีวิตที่จะเป็นภาพจำกับผมตลอดไป

Sunday, 27 December 2009

Heading to Lappland

และแล้วก็มาถึงกำหนดการการเดินทางไปแลปแลนด์แล้วครับ หลังจากนับถอยหลังมากว่าเดือน ในที่สุดการเดินทางในครั้งนี้ก็จะเริ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้

เลยมาเขียนบอกไว้ก่อนว่าจะหายหน้าหายตาไปสักอาทิตย์นึง แล้วเดี๋ยวกลับมาจะเอาเรื่องราว และรูปมาอวดให้ถ้วนทั่วทุกตัวคน

กว่าจะกลับมาก็คงเลยปีใหม่ไปแล้ว ดังนั้นเลยถือโอกาสกล่าวสวัสดีปีใหม่ไปยังทุกคนทั้งที่ได้อ่านข้อความนี้และไม่ได้อ่านนะครับ ขอให้ทุกคนดำเนินชีวิตไปข้างหน้าอย่างมีสติ แล้วอย่าลืมแวะเวียนมาอ่านเรื่องราวของผมบ้างนะครับ

K-Jay

Drinks for Julfest

เรื่องราวของเทศกาลคริสต์มาสปีนี้ยังไม่จบครับ


ตอนนี้อยากเล่าเกี่ยวกับเครื่องดืมในช่วงคริสต์มาสในสวีเดนอีกสักนิด


เครื่องดืมสำหรับเทศกาลคริสต์มาสตัวแรก คงไม่อาจข้ามไปได้ก็คือ ยูลมูส (Julmust) ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชาวสวีดิชที่ต้องดืมยูลมูสในช่วงเทศกาลคริสต์มาส ยูลมุสเนี่ยะตาวิกิพีเดีย ระบุว่าคิดค้นโดย Harry Roberts ในปี ค.ศ.1910 เพื่อเป็นทางเลือกในการดืมฉลองสำหรับผู้ไม่พิศมัยเครื่องดืมแอลกอฮอล์ในการเฉลิมฉลอง ทำให้ยอดของโคคาโคล่าในช่วงคริสต์มาสในสวีเดน ตกลงอย่างฮวบฮาบครับ















เครื่องดืมอีกอย่างที่อยากบอกกล่วก็คือ เกล๊อก โอ้ววว ไม่รู้จะเขียนคำอ่านอย่างไรให้ถูกตามหลักภาษาเนี่ยะ Glögg เป็นเครื่องดืมอีกตัวที่ทุกคนต้องลองครับ สำหรับ Glögg ชาวสวีดิชรับอิทธิพลมาจากชาวเยอรมันครับ เป็นเครื่องดืมคล้ายเหล้าองุ่นมั้ง แต่แอลกอฮอล์ไม่มาก แต่ก่อนกินเราต้องเอาไปอุ่นให้อุ่นๆ หน่อย แล้วเวลาดื่มก็ใส่ลูกเกด กับอัลมอนต์ ลงไปครับ






ดืมหร้อมขนมปัง Godjul สักนิด จะติดใจ (แต่ไม่ใช่ผมแน่ๆ 555+)

Boxing day

เมื่อวานนี้เป็นวันบ็อกซิ่งเดย์ครับ วันแห่งเทศกาลจับจ่ายซื้อของหลังวันคริสต์มาส ซึ่งเป็นเสมือนประเพณีของฝรั่งที่ว่าจะต้องใช้เงินจับจ่ายซื้อของในวันแรกในวันที่ 26 ธันวาคมของทุกปี และร้านค้าต่างๆ ก็จะพากันลดราคาครั้งใหญ่แก่บรรดานักช็อปตัวยง

แต่ทั้งนี้ทุกประเทศ หรือทุกเมืองก็ไม่ได้ต้องเฉพาะเจาะจงมาเริ่มกันในวันนี้นะ เพียงแต่ส่วนใหญ่เขาจะมีกิจกรรมนี้กัน อย่างบางเมืองเช่นในมาดริด ประเทศสเปน เขาก็จะเริ่มหลังปีใหม่ ราวๆ วันเด็กบ้านเรา หรือแม้แต่ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ก็จะเริ่มช้าไปจากวันบ็อกซิ่งเดย์สองสามวันเป็นต้น

หลังจากปีที่แล้วผมหมดเงินจำนวนมากไปในวันบ็อกซิ่งเดย์ที่มาลเม่อ ปีนี้ก็อย่าได้แคร์อีกเช่นเดิม เพราะนัดน้องๆ ออกไปช็อปกันแต่เช้า ตั้งแต่ร้านเปิดเลยก็ว่าได้ ปีนี้ตอนเช้าผู้คนยังไม่มากนัก แถมอากาศก็เป็นใจ หนาว มีลมแรง มีแดด ไม่เหมือนปีที่แล้วที่อากาศขมุกขมัว หมอกลงจัด และฝนตก

ปีนี้เป้าหมายเดิมตั้งไว้ที่ซาร่า แต่สินค้าของซาร่าปีนี้ของเสื้อผ้าผู้ชายไม่เข้าตาผมสักเท่าไหร่ ดังนั้นเงินส่วนใหญ่ในปีนี้เลยไปตกอยู่ที่ H&M ซะมากกว่า

ของที่ได้มาปีนี้ก็หลากหลายไป ได้กระเป๋าลดราคาจาก 249 SEK เหลือ 19.50 SEK มา 5 ใบ ได้เข็มขัดลดครึ่งราคา ได้มา 4 เส้น กางเกงยีนส์ 2 ตัว เสื้อ 2 ตัว ก็หมดไปราวๆ 650 SEK เห็นจะได้

แถมตบท้ายด้วยร้าน เอเชี่ยนโชว์ห่วย@Möllevånstorget ทั้งน้ำปลา น้ำหวาน ผัก ซอส เส้นหมี่ กิมจิ แล้วก็กลับมาบ็อปอีกเล็กน้อยที่ลุนด์ ICA อีกนิด

แบบว่าของที่ซื้อมาทั้งหมดเยอะมากๆๆ หนักสุดๆ แต่ที่เป็นปัญหาก็คือ จะต้องขี่จักรยานกลับห้องนะซิ มืดแล้ว ไฟหน้าจักรยานก็ไม่มี

การจัดระเบียบจักรยานถูกจัดโดยของจากร้านเอเชี่ยนใส่เป้ แบกไว้บนไหล่ ของจากอีก้าใส่ตะกร้า ถุงกระเป๋าและเสื้อผ้าอีกสี่ใบก็เอาหนีบไว้ที่นั่งซ้อนด้านหลัง....

ทุกอย่างดูราบรื่น ทีเดียว..............


ขี่จักรยานได้มาสักพัก รู้สึกว่าถุงเสื้อผ้าเริ่มเอียงจะร่วง ตอนนั้นด้วยปัญญาอันชาญฉลาด เลยเอาถุงเสื้อผ้าทั้งหมดมาแขวนไว้ที่แฮนด์จักรยานแทน ว่าแล้วก็รีบปั่นกลับบ้านอย่างเร็ว โดยไม่ได้ฉุกคิดอะไรเล้ยยย


และแล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นจนได้ แต่ดีที่ผมมีสติครบถ้วนครับ......



ถุงเสื้อที่แฮนด์จักรยานมันก็โต้ลมไปมา แล้วมันก็ไปสัมผัสเอากัลล้อจักรยาน ล้อเลยดูดเอาถุงเสื้อเข้าไปติดกับเบรคที่ล้อหน้า เมื่อถุงเสื้อยัดไปในล้อล้อหน้าก็หยุดกระทันหัน เมือนเราเบรคแค่ล้อหน้าหยุดกึ่ก


ทีนี้ล้อหลังพร้อมตัวผมก็ลอยขึ้นสิครับ แถมถนนก็ลื่นอีก จำได้เลยว่าตัวจักรยานมันลอยข้ามไปอีกด้านหนึ่ง ถุงของลอยไปตกที่ถนน ตะกร้าจักรยานลอยไปอีกด้าน แต่ไปตกตั้งอยู่ของด้านในเลยไม่หกออกมา แต่ที่แปลกคือตัวผมสามารถลอยข้ามจักรยานมายืนอีกข้างได้ไงอ่ะ งง????????? ดีที่ไม่รถตามมา เพราะเป็นถนนในซอย และมืดมาก


หลังตกใจแทบสินสติสมประดี ก็เริ่มเก็บของโน่นนี่ไปมารวมไว้ข้างทาง แต่ปัญหาคือถุงเสื้อและกางเกงยีนส์ ตอนนี้มันไปอยู่ในล้อหน้าอ่ะ ต้องทั้งดึง ทั้งถีบ ทั้งกระชากนานมาก กว่าจะยอมหลุดออกมาได้

จากนั้นก็เล็งเห็นได้ว่าความซวยใกล้มาเยือนแล้ว จำต้องกลับห้องภายในเวลาอันรวดเร็ว รีบปั่นจักรยานกลับมา พร้อมเหงื่อที่โทรมกาย

เฮ้อ......ตอนนี้ได้แต่ถอนหายในว่าเกือบไปแล้ว ถ้าเมื่อวานขาดสติสักนิดเดียว วันนี้ผมคงนอนแช่แป้งอยู่โรงพยาบาลเป็นแน่แท้

คิดแล้วห่อเหี่ยว ดังนั้นในปีใหม่นี้ผมเลยสัญญากับตัวเองไว้ว่า จะไม่ประมาทอีกแล้ว.....

Friday, 25 December 2009

Apelsin

ผมจำได้ว่าผมเคยเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับส้มในสวีเดนไปครั้งหนึ่งแล้วเมื่อปีที่แล้ว ในครั้งนั้นผมเล่าเกี่ยวกับส้มหลากพันธุ์ที่ประเทศนี้ เพราะด้วยเหตุที่ประเทศนี้ภูมิอากาศที่หนาวเย็น จึงเป็นการยากที่จะทำสวนทำไร่ ดังนั้นผลไม่ท้องถิ่นที่สามารถปลูกได้ คงไม่พ้นผลไม้เมืองหนาวทั่วไป ทั้งลูกพลับ แอปเปิ้ล องุ่น เป็นต้น

ผลไม้ส่วนใหญ่ที่นี่จึงต้องนำเข้ามาไม่เว้นแต่ส้ม หรือกล้วย

ช่วงหน้าหนาวเข้าคริสต์มาสแบบนี้ เป็นช่วงที่ผลผลิตส้มจำนวนมากเข้ามาในประเทศนี้ ดังนั้นส้มช่วงนี้จึงมีมาก หลากหลายให้เราเลือกกิน


แต่สิ่งที่ผมจะเล่าวันนี้ไม่ได้เกี่ยวกับส้มเสียทีเดียว แต่เป็นประเพณีอย่างหนึ่งของชาวสวีดิชไปแล้วครับที่ช่วงคริสต์มาสหากสังเกตตามหน้าต่างบ้านคนสวีดิช เราจะเห็นว่ามีส้มแขวนอยู่ที่หน้าต่าง ผมก็เลยชวนสงสัยไปสรรหาคำตอบมาน่ะครับ






ว่าที่จริงแล้ว ด้วยเหตุที่เรารู้กันอยู่ว่าประเทศนี้ไม่ได้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยผลไม้หลากหลายพันธุ์เหมือนในเมืองไทย ดังนั้นการมีผลไม้กินเนี่ยะจึงเป็นสิ่งที่ประจักษ์ได้ว่าฉันน่ะมีอันจะกินน่ะซี ดังนั้นคนสวีเดนในช่วงคริสต์มาส เขาจะนำเอาส้มมาแขวนไว้ที่หน้าต่างเพื่อว่า คนผ่านไปมาได้รู้ถึงความมีอันจะกินของเจ้าของบ้านน่ะ แต่เวลาผ่านไปมานานโข ปัจจุบันแบบแผนนี้ก็มีความหมายเพี้ยนไปบ้างเป็นเรื่องของความมีอันจะกิน หรือเงินทองที่จะเข้ามาแก่เจ้าของบ้านนั้นเสียมากกว่าครับ


ป.ล. เรื่องนี้มีผู้แจ้งแถลงไขมาอีกที ผมก็ไม่รู้ว่าไปคุยกับสวีดิชท่านอื่นๆ มันจะเหมือนกับคนสวีดิชที่เล่าให้ผมฟังหรือเปล่า อย่างไรก็เอาเป็นว่าเป็นเกร็ดเล็กๆ ที่พอให้เราเข้าใจวิถีที่แตกต่างออกไปแค่นั้นพอ เพราะคนสวีเดนหากไปเจอชนบทไทย เอากระเทียมแขวนไว้ที่ประตูกันผีปอป สวีดิชก็อาจงงได้เช่นกันเนอะ!!!

Julafton

เมื่อวานนี้เป็นวนคริสต์มาสอีฟครับ ปีนี้ผมด็ยังคงอยู่ที่สวีเดนเช่นเดิมเป็นฟีที่สอง

ประสบการณ์จากปีที่แล้วสอนให้ผมรู้ว่าในช่วงคริสต์มาสพยายามหากิจกรรมร่วมเยอะๆ เพราะว่ามันจะไม่มีอะไรทำเลยในช่วงนี้ เมืองทั้งเมืองก็เงียบเหงาไปหมด

ปีนีสบโอกาสดีครับ ได้รับเชิญไปร่วมงานฉลองที่บ้านพี่เจี๊ยบ พี่สาวผู้ใจดีในเมืองลุนด์ พร้อมกับเพื่อนๆ อีกสามคน (ยุ้ย อ๋ำ และรักษ์) งานนี้ก็เลยได้เรียนรู้ประเพณีของชาวสวีเดนหลายเรื่องทีเดียว


ในวันคริสต์มาสอีฟ เนี่ยะเป็นวันครอบครัว เพราะทุกคนในครอบครัวจะมาทานอาหารและทำกิจกรรมร่วมกัน


งานเริ่มด้วยการรับประทานอาหารกันซักหน่อยกับเมนู้หลากหลายทั้งไทยและเทศ โดยเฉพาะไทยก็คือไก่ทอดหมูทอดพร้อมแจ่วววววว โอ้วววววว หายคิดถึงเมืองไทยไปได้โข








หลังอาหารหลัก ครอบครัวสวีดิชก็ต้องทำกิจกรรมร่วมกันตอนบ่ายสามโมงครับ เป็นประเพณีของเขาก็คือ การดูการ์ตูนครับ การ์ตูนจริงๆๆ เขามานั่งล้อมวงเพื่อดูการ์ตูนคริสต์มาสที่ฉายทางโทรทัศน์ทุกคริสต์มาสอีฟ เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง ซึ่งเป็นการ์ตูนที่ตัดตอนมากจากหลายเรื่องทั้งโดนัลดั๊ก สโนว์ไวท์ ซินเดอเลร่า โรบินฮู๊ด เป็นต้น

หลังการชมการ์ตูน ก็เป็นเวลาของของว่าง ชา กาแฟ ขนม (จำชื่อไม่ได้ แต่เราเรียกว่าข้าวเหนียวเปียกสวีเดน ฮ่าๆๆๆ)

จากนั้นก็เป็นเวลาการมอบของขวัญแก่กันครับ ผมก็ได้ตุ๊กจตากวางมูซ พร้อมช็อกโกแลตมาจำนวนหนึ่ง


หลังจากกนั้นก็คือเวลาชิมแชทครับ คุยกันไปเรื่อยๆ เวลาเดินไปจนเกือบทุ่ม เวลาแห่งการ์ตูนก็เริ่มขึ้นอีกครับ อีกครึ่งชั่วโมง แล้วพวกเราก็ต้องขอตัวกลับบ้านกัน




และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่สวยงามและน่าจดจำของผม


ขอบคุณพี่เจี๊ยบ พี่สาวผู้ใจดี พร้อมเยี่ยะเข่น และน้องชายและคุณแม่ของเยี่ยะเข่นด้วยนะครับ ที่ทำให้ผมได้สัมผัสถึงความรักและความผูกพันในครอบครัว ที่ยังมีอยู่อย่างมากมายในยามที่ผมห่างไกลครอบครัวมากว่าครึ่งโลก รวมถึงเพื่อนๆ ทั้งยุ้ย อ๋ำ และรักษ์ ด้วยครับ


คริสต์มาสอีฟ ปีนี้ของผมจะเป็นปีที่น่าจดจำไปอีกนานเท่านาน

Sunday, 20 December 2009

Mychet snö

ปีนี่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่แตกต่างไปจากปีก่อนมากมาย


ปีนี้หิมะตกที่ลุนด์มากกว่าปีที่แล้วเยอะ ตกมากว่าหกวันอย่งต่อเนื่องทีเดียว เล่นเอาระดับหิมะที่กองพะเนินอยู่ทั่วไปเนี่ยะสูงเอาๆ


ปีนี้ผมก็ได้ได้โอกาสชักภาพกับหิมะเป็นจำนวนมาก อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย บางคืนถึงขั้นยอมเดินลุยหิมะออกไปถ่ายรูปตอนก่อนเที่ยงคืนทีเดียว ก็เลยได้รูปมาหลายครับ ลองดูกัน



Friday, 18 December 2009

Still snowing

สามวันผ่านมาแล้วที่หิมะตกอย่างต่อเนื่องในลุนด์


อากาศก็หนาวลงๆ เสียทุกวัน จนตอนนี้ไม่มากมาย เฉลี่ยนประมาณ -6 แต่ปัญหากลับไม่ได้อยู่ที่อุณหภูมิ แต่มันอยู่ที่หิมะ และลมที่แรงมากมายเนี่ยะน่ะสิ ทำให้ feel like ลบสิบกว่าๆ ไปแล้ว


เมื่อวานนี้ได้สบโอกาสดีเลยออกไปถ่ายรูปช่วงสายๆ ตอนที่หิมะหยุดไปสักพัก (@Lundagård)























สองภาพนี้จากใกล้ๆที่พักที่ Vildanden




แถมวันนี้สบโอกาสใส่ถุงเท้าสไตล์สแกนออกไปข้างนอกแระ แลยถ่ายรูปมาด้วย 555













แอบฮา เพราะลืมโรเทตรูป